แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพร แสดงบทความทั้งหมด

22 ธันวาคม 2555

รับพรเพื่อเป็นพร


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2012

พระธรรม ปฐมกาล 12:1-3
ทุกคนต่างก็ต้องการการอวยพรจากพระเจ้า หลายคนสอนว่า "ถ้าอยากรวยให้ถวายมากๆ" นั่นเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้อง การถวายไม่ใช่เป็นการแลกเปลี่ยน การถวายไม่ใช่เป็นการลงทุน และการถวายไม่ใช่เป็นการทำบุญ หรือการบริจาค แต่การถวายเป็นการแสดงออกถึงความรักความไว้วางใจที่เรามีต่อพระเจ้า เป็นความศรัทธาในพระเจ้าผู้ประทานพระพรในชีวิตของเรา พระเจ้ามีแผนการที่ดีสำหรับเรา เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ เพื่อให้อนาคตที่ดีกับเรา (ยรม.29:11) และพระองค์ทรงพอใจจะอวยพรผู้ใด พระองค์ก็จะทรงอวยพรผู้นั้น ดังนั้นเราควรมีท่าทีที่ถูกต้องต่อการอวยพรของพระเจ้า ให้เราตระหนักว่าการอวยพรเป็นเอกสิทธิ์ของพระเจ้า ถ้าเราต้องการได้รับพรจากพระเจ้ามากขึ้น เราจะต้องทำอย่างไร ในพระวนจะของพระเจ้าได้บอกถึงเคล็ดลับหรือหลักของการอวยพรเอาไว้ว่า “ยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง...บุคคลที่ให้ด้วยใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” (สภษ.11:24-25) นั่นหมายถึงว่ายิ่งให้ด้วยใจยินดีเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นการอวยพรจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น
เราเห็นชีวิตของอับราฮัมผู้เป็นบิดาแห่งความเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าได้เรียกอับราฮัม ในเวลานั้นมีชื่อว่า "อับราม" ให้ออกมาจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาไปยังดินแดนที่พระเจ้าจะให้ และจะอวยพรให้อับราฮัมมีชื่อเสียงใหญ่โต และให้เป็นพรแก่ผู้อื่น บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้รับพร (ปฐก.12:1-3) และพระเจ้าได้ทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าพระเจ้าจะให้อับราฮัม “เป็นบิดาของประชาชาติมากมาย” และพระเจ้าได้ให้ชื่อใหม่ว่า “อับราฮัม” (ปฐก.17:4-5) พระเจ้าเรียกเราเหมือนเรียกอับราฮัมให้ออกมาจากสิ่งที่เราเคยอยู่เคยเป็น แม้ว่าจะไม่ได้ย้ายที่อยู่ในฝ่ายกายภาพ แต่เป็นการย้ายในฝ่ายวิญญาณ เพื่อให้เรามารับพระพรจากพระเจ้า และให้นำพระพรนั้นไปสู่คนอื่นอีกมากมาย เมื่อเราทำตามนำพระทัยของพระเจ้า เราก็จะเห็นการอวยพรที่มาจากพระเจ้าตามพระสัญญาที่ให้ไว้กับอับราฮัม เรามาดูด้วยกันว่าเป็นอย่างไร
1. รับพรจากพระเจ้า (ปฐก.12:1-2ก)
พระเจ้าเรียกอับราฮัมให้ออกมาจากถิ่นที่อยู่อาศัย ออกมาจากความสุขสบาย ออกมาจากครอบครัว ออกมาจากความมั่นคงในชีวิต ออกมาจากความเคยชิน ไปในที่ที่ไม่เคยรู้จัก ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่อับราฮัมรู้อยู่อย่างเดียวว่า “พระเจ้าจะทรงอวยพร” นั่นคือเวลาที่สำคัญในชีวิตว่าจะเอาอย่างไร จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือว่า จะทำตามใจตัวเอง อับราฮัมก็อายุมากแล้ว พ่อแม่ก็แก่แล้วจะต้องมาทิ้งท่านไปหรือ เป็นเรื่องที่ใหญ่มากสำหรับอับราฮัมเวลานี้ ถ้าเป็นเรา เราจะตัดสินใจอย่างไร ทุกคนคงจะต้องต่อรองกับพระเจ้าอย่างแน่นอน แต่ขอบคุณพระเจ้าที่อับราฮัมตัดสินใจเชื่อฟังพระเจ้า การเชื่อฟังครั้งนี้ทำให้อับราฮัมได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างมาก และพระพรนั้นก็ตกทอดมาสู่คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา นั่นคือความรอดและชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นพระคุณที่พระเจ้าประทานให้เรา (อฟ.1:6-8) เราได้รับเช่นเดียวกับพระบุตรของพระองค์ (รม.8:32) เราเห็นพระพรมากมายที่พระเจ้าประทานให้กับอับราฮัม และพระเจ้ายังให้พรนั้นตกไปสู่คนอื่นๆ อีก (กท.3:8) เราเห็นพระเจ้าอวยพรคนของพระองค์ โดยเฉพาะคนยิวที่ถือว่าเป็นประชากรฝ่ายธรรมชาติของพระเจ้า มีคนยิวมากมายที่ได้ทำคุณประโยชน์ในโลกนี้ บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นปรัชญา บางคนเป็นนักการเงินการธนาคาร คนเหล่านี้ได้รับพระพรผ่านทางอับราฮัม ที่ตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า ดังนั้นลูกหลานของเราก็จะได้รับพระพรจากพระเจ้าผ่านการตอบสนองของเราเช่นกัน สำคัญที่สุดต้องเริ่มที่เราก่อน ด้วยการตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังและทำตาม พระพรส่วนแรกก็จะมาถึงเรา เมื่อเราได้รับพระพรแล้ว เราไม่ควรเก็บเอาไว้เพียงลำพัง
2. เป็นพรต่อผู้อื่น (ปฐก.12:2-3)
พระเจ้าต้องการใช้เราเป็นสื่อกลาง หรือเป็นท่อที่จะส่งพระพรไปสู่คนอื่น ทำไมพระเจ้าถึงต้องการใช้เรา พระเจ้าทำเองไม่ได้หรือ แน่นอนที่สุดพระเจ้าทำได้ แต่พระเจ้าต้องการที่จะใช้เรามากกว่า พระเจ้าสัญญากับอับราฮัมว่า “ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรเพราะท่าน” (ปฐก.18:18) พระพรของพระเจ้าก็จะไหลไปสู่คนมากมายผ่านทางชีวิตของอับราฮัมอย่างไร ก็จะไหลผ่านเราไปสู่คนอื่นอย่างนั้น เราต้องเป็นท่อพระพรของพระเจ้า แต่เราจะเป็นอย่างนั้นได้ เราต้องทำตามสิ่งที่พระเจ้าบอกคือ เราต้องรักพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิดของเรา และรักคนอื่นก่อน (มก.12:30-31) เมื่อเรารักพระเจ้าแล้ว เราก็สามารถรักคนอื่นได้ และเมื่อเรารักคนอื่นเราก็จะทำสิ่งที่ดีให้กับคนอื่นได้อย่างเต็มใจ เราสามารถหนุ่นใจ ให้กำลังใจ ให้ควาช่วยเหลือ ทำสิ่งดีๆ ให้กับคนที่ไม่น่ารักได้ เมื่อเราเป็นเช่นนี้ คนทั้งหลายก็จะเห็นพระเยซูในชีวิตของเรา และเขาจะสรรเสริญพระเจ้า (มธ.5:16) ชีวิตของเราก็จะประกาศพระบารมีของพระเจ้า (1ปต.2:9) ให้เราต้องระวังอย่าเป็นท่อที่อุดตันด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความอิจฉาริษยา ด้วยการใช้อารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง แต่จงเป็นท่อที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพระเจ้าอวยพรเรามากขึ้น ให้เรามองดูรอบๆ ตัวเราว่ามีใครบ้างที่เราจะเป็นพรให้กับเค้าได้ ให้เราจดชื่อเค้าเอาไว้ อธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นอย่างจริงจังทุกวัน  มองหาโอกาสว่าเราจะพูดเรื่องพระเจ้ากับคนเหล่านั้นอย่างไรดีและเมื่อไหร่ เชิญคนเหล่านั้นมาร่วมงานพิเศษ หรือกิจกรรมต่างๆ ฟังคำพยานชีวิตของคนอื่น นำเค้าต้อนรับพระเจ้า และติดตามเอาใจใส่เลี้ยงดูให้เติบโต แล้วพระพรอีกมากมายจะมาถึงชีวิตของเรา
ดังนั้นจงรับพรจากพระเจ้าและเป็นพรต่อคนอื่นต่อไป อย่าเก็บพระพรเอาไว้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า นั่นไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องการอวยพรเราและให้เราเป็นพรต่อคนอื่น

ขอพระเจ้าอวยพรครับ


11 ตุลาคม 2555

ใกล้เกลือกินด่าง

ผมจะพยายามเอาสรุปคำเทศนาที่ขาดหายไปมาอัพเดทให้นะครับ ซึ่งอาจจะไม่เรียงตามลำดับที่เทศนไปก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2012
เทศนาเรื่อง ใกล้เกลือกินด่าง
พระธรรม มัทธิว 13:53-58
ตามประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ในพระพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของพระเยซูมีไม่มากนัก เพียงแต่บอกให้รู้ว่าพระเยซูเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เกิดที่ไหน และทำอะไรบ้างเพียงเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถที่จะสอนให้เราเข้าใจถึงความจริงบางประการของมนุษย์เราได้ แม้ว่าพระเยซูจะเป็นพระเจ้าและมีความรักความห่วงใยคนในบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์มากมายขนาดไหนก็ตาม แต่เพราะว่าคนในชมชนนั้นมีความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างในจิตใจของพวกเค้า ทำให้ความรักที่พระเยซูมีต่อพวกเค้าแม้จะมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถที่จะรับเอาไปได้ เพราะว่าใจของพวกเขามีอคติ เราเห็นผลเสียที่จะเกิดขึ้นเมื่อคนเรามีใจอคติ 2 ประการคือ
1. อคติทำให้ใจปิด (ข้อ54-57)
คนในชุมชนของพระองค์ได้พูดคุยกันหลังจากได้เห็นปัญญาและการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำท่ามกลางพวกเขา ว่า คนนี้เป็นลูกช่างไม้ไม่ใช่หรือ พ่อแม่และน้องๆ ชายหญิงของเขาเราก็รู้จัก และไปเอาสติปัญญาอย่างนี้มาจากไหน ความจริงมาจากไหนไม่สำคัญเท่ากับใจที่เปิดออก แต่พวกนี้ใจปิด จึงหาเรื่องที่จะไม่ยอมรับ และกลับไปดูที่พื้นภูมิของพระเยซู ว่าเป็นเทือกเขาเหล่ากอมาจากช่างไม้กระจอกๆ หาเหตุผลมาอ้างเพื่อจะไม่ยอมรับ ความจริงแล้วเราไม่สามารถรับด้วยปัญญาของโลกหรือของตนเอง (1คร.1:21-24) สิ่งที่ทำให้ใจของเราปิด ก็เพราะว่าเราไปฟังคำซุบซิบนินทา ไปรับฟังสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้องและก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าสอนให้เราเชื่อในส่วนดีเอาไว้ก่อน (1คร.13:7) หรือบางคนมีจิตใจที่ไม่ดีเป็นทุนอยู่แล้ว ชอบดูถูกคนอื่น (1ซมอ.17:33, 42-43) มองแง่ลบ มองคนแต่ภายนอก พระเจ้าสอนให้เรามองที่ภายใน (1ซมอ.16:7) หรือบางครั้งประสบการณ์ในอดีตทำให้เรามีอคติและใจปิด อย่าติดยึกอยู่กับอดีต จงวางใจในพระเจ้า (สภษ.3:6) อย่าให้ใจของเรามีอคติ อย่าฟังคำของคนอื่นจนทำให้ใจของเราบอด จงเปิดใจออกยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง
2. อคติทำให้พระพรหาย (ข้อ58)
ทัศนคติเป็นประตูสู่พระพร เราจะเปิดไปสู่พระพรหรือเราจะปิดประตูก็ขึ้นอยู่กับเรา เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราให้ถูกต้องอย่างพระเจ้า อย่าเอาทัศนคติหรือมาตรฐานของมนุษย์มาใช้กับพระเจ้าเพราะว่าบางครั้งมันใช้กันไม่ได้ ถ้าใจของเราปิด เราก็ต้องเปิดใจของเราออก เราต้องเอาชนะมันให้ได้ หลายคนอาจจะมีคำถามว่าแล้วจะเอาชนะได้อย่างไร ประการที่สำคัญก็คือ อย่าด่วนสรุป เมื่อเราได้ยินอะไรมา หรือได้เห็นอะไรมา อย่าพึ่งด่วนสรุปว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ต้องมีการตรวจสอบสิ่งที่เราได้ยินมา หรือได้เห็นมา ว่าสิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่ โดยการสอบถามจากคนที่เกี่ยวข้อง อย่างมองเพียงแค่ผิวเผิน หรือมองแต่ภายนอก แต่ให้เรามองที่ท่าทีภายในมากกว่าเนื้อหาเท่านั้น เพราะถ้าใจเราไม่มีอคติแล้ว พระพรก็จะไหลมาหาเราอย่างมากมาย
ดังนั้นอย่าให้เราเป็นเหมือนอย่างชาวนาซาเร็ธ ที่เปรียบเหมือนใกล้เกลือกินด่าง เพราะพระพรมาอยู่ต่อหน้าแต่กลับมองไม่เห็นเพราะใจอคติ ไม่เปิดรับพระพร มองแง่ลบ ติดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

04 สิงหาคม 2555

ดินสี่ประเภท


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2012

พระธรรม มัทธิว 13:1-23
พระเยซูได้กล่าวคำอุปมาให้กับคนต่างๆ ฟังในเวลานั้น แล้วพระองค์ก็บอกว่า “ใครมีหูจงฟังเถิด” ซึ่งคำอุปมานั้น ในภาษาเดิมหมายถึง “การวางไว้ข้างๆ” ซึ่งเป็นลักษณะของการเปรียบเทียบของสิ่งของสองสิ่ง ที่อาจจะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามหรือเหมือนกัน คำอุปมาที่เป็นเรื่องลักษณะเช่นนี้จะทำให้ง่ายต่อการจดจำ แต่จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อต้องใช้ความคิดและให้ความสนใจอย่างมาก พระเยซูจึงบอกกับสาวกว่าเป็น “ข้อความล้ำลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์” (มธ.13:11-13) พระเยซูได้เปรียบเทียบคนที่ได้ยินได้ฟังพระวจนะของพระองค์เป็นเหมือนดิน และพระวจนะเป็นเหมือนเมล็ดพืชที่ได้หว่านลงไป ซึ่งดินในตอนนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ดินแข็ง (มธ.13:4, 19)
ดินแข็ง หมายถึงคนที่มีใจแข็งกระด้าง ซึ่งเปรียบเสมือนถนนหนทาง ที่ทั้งคนและรถเหยียบย่ำลงไปอยู่เสมอ ทำให้บริเวณนั้นแข็ง เมื่อหว่านเมล็ดพืชลงไป เมล็ดก็ไม่สามารถที่จะฝังตัวลงไปได้ เมื่อลมพัดมาก็จะพัดเอาเมล็ดพืชนั้นไปเสีย หรือเมื่อนกบินผ่านมาเห็นเข้าก็มาจิกกินเสีย เมล็ดที่หว่านลงไปนั้นก็เปล่าประโยขน์ เช่นเดียวกับใจของคนที่แข็งกระด้าง เมื่อได้ยินได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า ก็ไม่ได้ซึมซับลงในจิตใจ ไม่ตอบสนองต่อพระวจนะนั้น อ.เปาโลเคยว่าพวกธรรมาจารย์เหมือนมีผ้าคลุมหน้าอยู่ เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้วก็ยังไม่เปิดผ้าออก (2คร.3:14-16) เหมือนมีม่านมาปิดบังตาใจของเขาอยู่ อย่าให้อะไรมาเป็นเหมือนม่านที่ปิดบังสายตาฝ่ายวิญญาณของเรา อย่างให้อะไรมาขัดจังหวะเราขณะที่เราฟังพระวจนะของพระเจ้า ให้เราไวต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานอยู่ในชีวิตของเรา หรืออย่าดับพระวิญญาณ (1ธส.5:19) อย่าให้ใจของเราดื้อรั้น (ฮบ.4:7) เพื่อใจของเราจะไม่แข็งกระด้างไปเป็นดั่งดินแข็ง
2. ดินปนหิน (มธ.13:5-6, 20-21)
ดินปนหิน หมายถึงดินที่มีหินปนอยู่ แต่มีเนื้อดินน้อย ซึ่งหมายถึงคนที่ตอบสนองดีแต่ไม่เอาจริงเอาจัง เมื่อได้ยินได้ฟังพระวจนะก็รับเอาทันทีทันใด แต่ไม่ลงลึกกับพระวจนะนั้น ไม่ได้ทำตามอย่างจริงจัง แต่เมื่อเจออุปสรรคปัญหาก็เลิก หรือเมื่อเจอการทดสอบทดลองเล็กๆ น้อยๆ ก็ตกลงไปสู่การทดลองนั้น ทำให้ชีวิตไม่ไปถึงไหนสักที เหมือนคนเมาเหล้า เดินไปข้างหน้าได้สามก้าว และก็เดินถอยหลังกลับมาสองก้าว ขณะที่คนอื่นเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว พระเยซูได้บอกว่าคนเช่นนี้ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า (ลก.9:62) เราจำเป็นที่จะต้องลงลึกกับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ เพื่อเราจะได้ก่อรากขึ้นในพระเจ้า (คส.2:7) เราจะต้องเป็นคนเอาจริงเอาจัง เราต้องอดทน และเอาชนะอุปสรรคและหรือการทดลองต่างๆ ให้ได้ เมื่อเราผ่านพ้นไปแล้ว เราจะเป็นคนที่เห็นการอวยพรจากพระเจ้า
3. ดินปนหนาม (มธ.13:7, 22)
ดินปนหนามหมายถึงดินที่มีต้นหนามหรือต้นไม้อื่นขึ้นปะปนอยู่ด้วย แต่ว่าต้นหนามหรือต้นไม้เหล่านั้นเจริญเติบโตและแข็งแรงกว่า ซึ่งต้นหนามก็ปกคลุมทำให้ต้นไม้หรือพืชอื่นที่งอกขึ้นไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ซึ่งหมายถึงคนที่เชื่อพระเจ้าแล้วแต่ยังมีความวิตกกังวลในสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ไว้วางใจในพระเจ้า มีความรักโลกและสิ่งของต่างๆ ในโลกอยู่ ทำให้ไม่สามารถตัดกิเลสตัญหาของตนเองออกไปได้ มีลักษณะเหมือนว่า รักพระเจ้าก็รัก รักความสบายและสมบัติในโลกก็รัก สวรรค์ก็อยากได้ แต่ก็อยากทำตามใจตนเอง พระเยซูบอกว่าไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ (มธ.6:24) เราจะต้องตัดสินใจเลือกที่จะเดินติดตามพระเจ้าหรือว่าทำตามใจตนเอง เราต้องตัดสินใจว่า เราจะไว้วางใจพระเจ้าหรือกระวนกระวายใจต่อไป เพราะเราไม่สามารถทำทั้งสองได้ในเวลาเดียวกัน จงไว้วางใจในพระเจ้า เพราะเรามีความจำกัด
4. ดินดี (มธ.13:8, 23)
ดินดี หมายถึงดินที่มีธาตุอาหารครบถ้วน มีองค์ประกอบต่างๆ ดี เมื่อปลูกพืชอะไรลงไปก็จะให้ผลผลิตดีตามมาด้วย ซึ่งหมายถึงคนที่มีจิตใจพร้อมที่จะตอบสนองและเชื่อฟัง และทำตามพระวจนะของพระเจ้า จิตใจมีการตอบสนองที่ดี เป็นคนใจเปิดพระวจนะของพระเจ้าว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น แม้อาจจะไม่เข้าใจแต่ก็ยินดีเชื่อฟัง คนประเภทนี้ใจเป็นเรื่องสำคัญ ให้เราระวังรักษาใจของเราให้ดี เพราะชีวิตเริ่มต้นที่ใจ (สภษ.4:23) ใจเขาเราตอบสนองมากเท่าไหร่ เราก็จะเกิดผลเท่านั้น พระเจ้าะใหญ่เท่าไหร่ก็เท่ากับใจของเราที่มีต่อพระเจ้านั่นเอง พระวจนะของพระเจ้าจึงบอกว่า เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง นั่นแสดงว่า เราแต่ละคนจะเกิดผลไม่เท่ากันได้ ขึ้นอยู่กับตัวเรา ขึ่นอยู่กับการตอบสนองของเรา ไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า
ดังนั้นให้เราเป็นคนที่ตอบสนองพระวจนะของพระเจ้า ให้ใจของเราเปิดรับพระวจนะของพระเจ้าแม้ว่าเวลานี้เรายังทำตามที่พระวจนะของพระเจ้าบอกไม่ได้ก็ตาม แต่เราตัดสินใจที่จะกระทำตามนั้นก่อนและเมื่อวันเวลาผ่านไปเราเข้าใจมากขึ้นเราก็สามารถที่จะทำตามได้มากขึ้น แม้ว่าวันนี้เรายังไม่สมบูรณ์แต่พระเจ้าก็ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นให้เราเข้ามาหาพระเจ้าขอรับการช่วยเหลือจากพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

11 พฤษภาคม 2555

ปลายทางที่ต่างกัน


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2012

พระธรรม มัทธิว 11:16-30
พระเยซูได้พูดเหมือนเป็นคำถามที่ถามขึ้นมาว่า เราจะเปรียบคนยุคนี้เหมือนกับอะไรดี เพราะว่าพระองค์ทรงสงสัยในความคิดของคนในเวลานั้นว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ เมื่อเขามองดูยอห์นที่ไม่กินดื่มก็บอกว่าเป็นคนที่มีผีเข้าสิง แต่เมื่อมองดูพระเยซูซึ่งทั้งกินและดื่ม ก็หาว่าพระองค์เป็นพวกกินเติบและขี้เมา ซึ่งไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะมีเรื่องที่จะติติงทั้งสิ้น ไม่มีใครดีในสายตาของคนเหล่านั้นเลย พระองค์จึงได้ติเตียนพวกคนเหล่านั้นว่า ว่าวิบัติจะเกิดขึ้นกับเจ้า ส่วนในตอนท้ายของพระธรรมตอนนี้พระองค์พูดกับคนอีกกลุ่มหนึ่งว่าผู้ที่แบกภาระหนักจงมาหาเรา จะทำให้หายเหนื่อย นั่นแสดงว่า มีคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเอาแต่ต่อว่าติเตียน อีกกลุ่มหนึ่งฟังด้วยความสนใจและตอบสนองต่อพระเยซูคริสต์ คนสองกลุ่มนี้จึงมีปลายทางที่ต่างกัน คนที่ไม่เชื่อที่เอาแต่ต่อว่าติเตียนก็จะได้อย่างหนึ่ง ส่วนคนที่ตอบสนองก็จะได้รับผลอย่างหนึ่ง ปลายทางที่ว่าเป็นดังนี้
1. ได้รับการพิพากษา (16-24)
คนที่ไม่เชื่อในพระเยซู ไม่ตอบสนองต่อพระราชกิจของพระองค์ ดังที่พระองค์ได้กล่าวเป็นคำเปรียบเทียบว่า ฉันได้เป่าปี่ให้พวกเธอฟัง และเธอไม่ได้เต้นรำ คือคนที่ไม่ตอบสนอง คนเหล่านี้ก็จะต้องได้รับการพิพากษา คนที่มีอคติก็จะไม่เกิดปัญญา เห็นเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ๆ (1คร.1:18) คนคิดว่าตนเองสามารถที่รอดได้ด้วยกำลังหรือสติปัญญาของตนเอง แต่พระเจ้าบอกว่า โลกจะไม่รู้จักพระเจ้าได้ด้วยปัญญาของตนเอง (1คร.1:21) ดังนั้นพระปัญญาของพระเจ้ายากที่จะเข้าใจได้ (รม.11:33) คนที่ไม่ตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า จะต้องถูกพิพากษา เพราะบาปของตน (มธ.11:21-24) นรกบึงไฟจึงเป็นเป้าหมายของคนที่ไม่กลับใจใหม่ (มธ.23:33) พระองค์ได้ทรงเตรียมนรกเอาไว้สำหรับคนเหล่านั้น (2ปต.2:17) เราต้องกลับใจใหม่แล้วรีบนำคนให้มาถึงความรอด สอนให้เขาตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า
2. ได้รับพระพร (มธ.11:25-30)
คนที่ไม่ตอบสนองจะได้รับการพิพากษา ส่วนคนที่ตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า ก็จะได้รับพระพร คนที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักให้มาหาพระเจ้า พระองค์จะทรงให้หายเหนื่อยและเป็นสุข พระพรที่ได้รับ คือ ไม่ต้องเหนื่อยและเป็นสุข ไม่ต้องวิ่งตามหา ไม่ต้องแบกภาระที่เกินกว่ากำลังที่เราจะสามารถแบกด้วยตนเอง เพราะว่าพระเจ้าทรงมาร่วมกับเราในการแบก พระเจ้าเชิญชวนให้คนที่หิวกระหาย คนที่มีปัญหา คนที่มีความทุกข์ คนที่เจ็บป่วย คนที่มีความต้องการความช่วยเหลือให้เข้ามา พระองค์จะทรงประทานน้ำแห่งชีวิตให้กับผู้นั้น โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย เพราะว่าพระองค์มาเพื่อจะให้เราทั้งหลายได้รับอย่างครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) พระองค์ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิตสำหรับคนที่เข้ามาหาพระองค์ (ยน.6:35) คนที่วางใจในพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ได้รับอย่างครบบริบูรณ์ (ยน.6:47, 7:38, 11:25-26) ชีวิตของเขาจะไม่ต้องอยู่ในความมืด (ยน.12:46) ดังนั้นคนที่กลับใจใหม่และตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า จะได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณ (อฟ.1:3) เราควรกลับใจใหม่และตอบสนองต่อพระราชกิจหรือพระสุรเสียงของพระเจ้า เพราะเรารู้ว่า ปลายทางของคนที่ตอบสนองกับคนที่ไม่ตอบสนองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะว่า พระเจ้าจะพิพากษาโทษคนที่ไม่เชื่อ นรกบึงไฟจะเป็นรางวัลสำหรับคนที่ไม่กลับใจใหม่ ส่วนคนที่กลับใจใหม่ เขาจะได้รับพระพร ทั้งที่อยู่ในโลกนี้และหลังจากตายจากโลกนี้แล้ว

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

18 กันยายน 2554

พระพรวันนี้

สวัสดีทุกท่านครับ

วันนี้มีผู้รับใช้พระเจ้า ชื่อ Jeffrey Tan มาจากประเทศออสเตเลีย ท่านเป็นคนสิงคโปร และเคยเป็นศิษยาภิบาลร่วมที่คริสตจักรในประเทศสิงคโปร ปัจจุบันท่านย้ายไปทำงานอยู่ที่ประเทศออสเตเลีย ได้มาประเทศไทยและได้มาเทศนาที่คริสตจักรในช่วงเช้า เป็นที่หนุนใจพี่น้องอย่างมาก ท่านบอกว่า ถ้าวันนี้เมื่อฟังท่านเทศนาจบแล้วจำอะไรไม่ไ้ด้มาก ก็ขอให้จำไว้ 3 ประการก็พอ คือ

1. พระเจ้าทรงสร้างเรามาและทรงเห็นว่าเรามีคุณค่าอย่างมาก
2. พระเ้จ้าทรงสร้างเรามาและมีพระประสงค์อย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับเราแต่ละคน
3. พระเจ้าทรงสร้างเรามาและได้จัดเตรียมพระพรไว้ให้กับเราตามพระสัญญาของพระองค์

ทั้ง 3 ประการนี้ ทำให้เราต้องตระหนักกว่า เราจะต้องมองดูชีวิตของเราในสายตาแบบพระเจ้า เราต้องมองให้เห็นว่าเป็นคนที่มีคุณค่าอย่างมาก เหมือนที่พระัเจ้ามองเราอย่างนั้น เพื่อเราจะได้ไม่ดำเนินชีวิตไปวันๆอย่างไร้ควาามหมาย หรือไม่มีคุณค่าอะไรเลย อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนัก ก็คือว่า พระเจ้ามีพระประสงค์หรือแผนการพิเศษสำหรับเราแต่ละคน พระองค์ปรารถนาที่จะให้เราอยู่ในแผนการและน้ำพระทัยของพระองค์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือว่า เราทั้งหลายได้ทำตามแผนการและน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือยัง หรือเราไ้ด้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างครบถ้วนแล้วหรือยัง สิ่งที่เราต้องตระหนักอีกประการหนึ่งก็คือ เป้าหมายที่แท้ัจริงของเราคืออะไร เราวางเป้าหมายชีวิตของเราเพื่อตัวเราหรือว่าเพื่อพระเจ้ากันแน่

เราต้องกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาที่เราได้ทำไป ว่าสิ่งเหล่านั้นเหมาะสม ถูกต้อง และสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่อย่างไร

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

16 กันยายน 2554

พิเศษสุด

เรียนพี่น้องทุกท่านในพระเยซูคริสต์

เนื่องจากวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนที่จะถึงนี้ ที่คริสตจักรแห่งสันติภาพ ได้รับเกีัยรติจาก Pastor Jeffrey Tan ท่านเป็นทั้งนักธุรกิจ และผู้รับใช้พระเจ้า จะไปเทศนาที่คริสตจักรแห่งสันติภาพ ในช่วงเช้า เวลา 09.30-12.00 น และในช่วงบ่าย ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น ท่านจะสอน เรื่องการบริหารการเงิน การสร้างทีมงาน และการบริหารโครงการ

 จึงขอเรียนเชิญพี่น้องทุกท่านที่สนใจที่จะรับฟังคำเทศนาและคำสอนของท่านสามารถที่จะไปร่วมรับฟังได้ที่คริสตจักรแห่งสันติภาพ ห้องประชุมโรงเรียนบางกะปิ (ตรงข้ามนิด้า) ถ.เสรีไทย ติดด่อสำรองที่นั่งได้ที่ อ.สวัสดิ์ 089 117 0770

ฟรี

 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org

27 สิงหาคม 2554

รากฐานที่มั่นคง


 สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2011

พระธรรม มัทธิว 7:24-29

พระธรรมตอนนี้เป็นส่วนสุดท้ายของคำเทศนาบนภูเขา ซึ่งเป็นส่วนที่พระเยซูท้าทายผู้ฟังให้ตอบสนองต่อคำสอนทั้งหมดที่พวกเขาได้ยินไปอย่างเป็นรูปธรรม กุญแจสำคัญ คือ การตอบสนอง ไม่ใช่ได้ยินแล้วรู้สึกดี รู้สึกแปลบปลาบใจ แต่กลับปล่อยผ่านไป ไม่นำไปประพฤติตาม พระเยซูใช้ภาพเปรียบเทียบรากฐานของบ้าน 2 ชนิด ซึ่งเปรียบถึงรากฐานชีวิต 2 แบบ ซึ่งแบบหนึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคง ทำให้บ้านคงทนอยู่ได้ รากฐานที่มั่นคง จะเกิดขึ้นได้อย่างไรและผลจะเป็นอย่างไร จากพระธรรมตอนนี้ ได้ชี้ให้เราเห็นถึงวิธีการที่จะทำให้รากฐานของชีวิตและผลเอาไว้ 3 ประการ คือ

1. สร้างบนพระวจนะ (7:24, 26)
“ผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม” พระเยซูกล่าวย้ำหลังจากสอนประชาชนในหลายประเด็นว่า เมื่อได้ยินแล้วต้องประพฤติตาม ก่อนหน้านี้พวกประชาชนได้ฟังมาหลายเรื่องด้วยกัน พวกเขารู้สึกอัศจรรย์ใจกับคำสอนนั้น  เขารู้สึกแปลบปลาบใจ และเงี่ยหูฟังต่อไปด้วยใจจดจ่อ คำสอนของพระเยซูนั้นช่างแตกต่างกับคำสอนที่พวกฟาริสีเคยสอน คำสอนของพระเยซูได้สะกดผู้ฟังให้ฟังด้วยความแปลบปลาบใจได้นานทีเดียว แต่ในช่วงสุดท้าย พระเยซูได้ย้ำกับผู้ฟังว่า ต้อง “ฟัง” และนำไปขบคิดปรับเปลี่ยนชีวิตตามพระวจนะนั้น เราต้องมีท่าทีที่ปรารถนาจะทำตามพระวจนะนั้นอย่างจริงใจ  อย่าฟังเพียงเพื่อให้จบๆ ไปเท่านั้น หรือฟังแทนคนอื่น (ยก.1:22-24) ฟังแล้วไม่ทำตามก็ไร้ผล (ยก.2:26) เมื่อพระวจนะของพระเจ้าบอกไว้อย่างไรให้เราทำตามอย่างนั้นแล้วพระพรจะมาถึงชีวิตของเรา

2. ผ่านการทดสอบ (7:25, 27)
พระคัมภีร์บอกว่า เมื่อฝนตกหนักน้ำก็ไหลเชี่ยว ในปาเลสไตน์ ขึ้นชื่อในเรื่องฝนและลมที่รุนแรง ซึ่งมักทำให้น้ำท่วมฉับพลันและสร้างความเสียหายอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งพระเยซูใช้ภัยจากน้ำท่วมและลมที่รุนแรงนี้ สะท้อนการทดสอบที่จะมาถึงชีวิตคริสเตียนในวันหนึ่ง ชีวิตจริงของคริสเตียนจะต้องเผชิญการทดสอบ ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นรากฐานของชีวิตเราว่าตั้งอยู่บนอะไร อยู่บนพระพรหรือ  ชีวิตของเราต้องผ่านการทดสอบ และเป็นการสอบผ่านอย่างดี  เมื่อผ่านบททดสอบนไปได้แล้ว เราจะเป็นคนที่มีความเชื่อที่เข้มแข็ง เป็นคนที่ดีพร้อม (ยก.1:2-4)  การทดลองที่เกิดกับเรานั้นก็เคยเกิดกับคนอื่นมาแล้ว (1คธ.10:13)

3. ส่งผลที่ดี (7:25, 27)
พระเยซูเปรียบเทียบชนิดของรากฐานของบ้านไว้ 2 ชนิด คือ “บนศิลา” กับ “บนทราย” บ้านทั้งสองหลังนี้ อาจจะใช้เวลาการสร้างแตกต่างกัน มีความยากง่ายต่างกัน และผลลัพธ์ก็ต่างกันด้วย หากเราสร้างบ้านให้มีเสาและคานแข็งแรงคงทน แต่ละเลยความแข็งแรงของรากฐานของบ้าน  หลายคนพยายามเรียนสูงๆ สะสมเงินมากๆ มีธุรกิจที่ใหญ่โต แต่ปลายทางของชีวิตจะไปอยู่ที่ไหน ตายแล้วจะไปอยู่ที่ใด รากฐานจึงเป็นสิ่งแรกที่เราต้องพิจารณา เราจะเลือกใครเป็นแฟนสักคน หรือคิดจะแต่งงานกับใครสักคน เราต้องเลือกคนที่เค้ามีรากฐานแห่งพระวจนะ ไม่ใช่ดูว่าหล่อ สวย รวยทรัพย์  ความเชื่อ หากตั้งอยู่บนความชอบธรรมที่ได้มาโดยการประพฤติ ก็จะนำไปสู่การปรักปรำฟ้องผิด เมื่อทำไม่ได้ตามกฎจริยธรรม แต่หากตั้งอยู่บนความชอบธรรมที่ได้รับจากพระคุณพระเจ้า นั่นก็จะนำเราไปสู่เสรีภาพและความร่าเริงยินดี พระเจ้าเป็นรากฐานที่มั่นคงของชีวิต (คส.2:7) ให้เราหยั่งรากฐานชีวิตของเราอยู่ในพระเยซูสิครับ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org)

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

07 พฤศจิกายน 2553

พระเจ้าทรงดูแลจากอุบัติภัยบนท้องถนน

พระพรที่พระเจ้าทรงปกป้องจากอันตรายบนท้องถนน โดย อ.สวัสดิ์ พันชนะ ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งสันติภาพ

พระเจ้าทรงปกป้องจากเหตุการณ์น้ำท่วม

พระเจ้าทรงปกป้องครอบครัวของคุณนารีนารถ(ปู) ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

31 ตุลาคม 2553

24 ตุลาคม 2553

พระเจ้าทรงจัดสรรสิ่งที่ดีกว่า

พระเจ้าทรงจัดสรรสิ่งที่ดีกว่า พระพรจาก อ.สวัสดิ์ พันชนะ ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งสันติภาพ

ความรักที่มีให้แก่กัน

พระพรเรื่องความรักที่มีให้แก่กัน โดย คุณฝน สมาชิกคริสตจักรแห่งสันติภาพ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2010