แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำเทศนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำเทศนา แสดงบทความทั้งหมด

11 พฤษภาคม 2555

ปลายทางที่ต่างกัน


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2012

พระธรรม มัทธิว 11:16-30
พระเยซูได้พูดเหมือนเป็นคำถามที่ถามขึ้นมาว่า เราจะเปรียบคนยุคนี้เหมือนกับอะไรดี เพราะว่าพระองค์ทรงสงสัยในความคิดของคนในเวลานั้นว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ เมื่อเขามองดูยอห์นที่ไม่กินดื่มก็บอกว่าเป็นคนที่มีผีเข้าสิง แต่เมื่อมองดูพระเยซูซึ่งทั้งกินและดื่ม ก็หาว่าพระองค์เป็นพวกกินเติบและขี้เมา ซึ่งไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะมีเรื่องที่จะติติงทั้งสิ้น ไม่มีใครดีในสายตาของคนเหล่านั้นเลย พระองค์จึงได้ติเตียนพวกคนเหล่านั้นว่า ว่าวิบัติจะเกิดขึ้นกับเจ้า ส่วนในตอนท้ายของพระธรรมตอนนี้พระองค์พูดกับคนอีกกลุ่มหนึ่งว่าผู้ที่แบกภาระหนักจงมาหาเรา จะทำให้หายเหนื่อย นั่นแสดงว่า มีคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเอาแต่ต่อว่าติเตียน อีกกลุ่มหนึ่งฟังด้วยความสนใจและตอบสนองต่อพระเยซูคริสต์ คนสองกลุ่มนี้จึงมีปลายทางที่ต่างกัน คนที่ไม่เชื่อที่เอาแต่ต่อว่าติเตียนก็จะได้อย่างหนึ่ง ส่วนคนที่ตอบสนองก็จะได้รับผลอย่างหนึ่ง ปลายทางที่ว่าเป็นดังนี้
1. ได้รับการพิพากษา (16-24)
คนที่ไม่เชื่อในพระเยซู ไม่ตอบสนองต่อพระราชกิจของพระองค์ ดังที่พระองค์ได้กล่าวเป็นคำเปรียบเทียบว่า ฉันได้เป่าปี่ให้พวกเธอฟัง และเธอไม่ได้เต้นรำ คือคนที่ไม่ตอบสนอง คนเหล่านี้ก็จะต้องได้รับการพิพากษา คนที่มีอคติก็จะไม่เกิดปัญญา เห็นเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ๆ (1คร.1:18) คนคิดว่าตนเองสามารถที่รอดได้ด้วยกำลังหรือสติปัญญาของตนเอง แต่พระเจ้าบอกว่า โลกจะไม่รู้จักพระเจ้าได้ด้วยปัญญาของตนเอง (1คร.1:21) ดังนั้นพระปัญญาของพระเจ้ายากที่จะเข้าใจได้ (รม.11:33) คนที่ไม่ตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า จะต้องถูกพิพากษา เพราะบาปของตน (มธ.11:21-24) นรกบึงไฟจึงเป็นเป้าหมายของคนที่ไม่กลับใจใหม่ (มธ.23:33) พระองค์ได้ทรงเตรียมนรกเอาไว้สำหรับคนเหล่านั้น (2ปต.2:17) เราต้องกลับใจใหม่แล้วรีบนำคนให้มาถึงความรอด สอนให้เขาตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า
2. ได้รับพระพร (มธ.11:25-30)
คนที่ไม่ตอบสนองจะได้รับการพิพากษา ส่วนคนที่ตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า ก็จะได้รับพระพร คนที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักให้มาหาพระเจ้า พระองค์จะทรงให้หายเหนื่อยและเป็นสุข พระพรที่ได้รับ คือ ไม่ต้องเหนื่อยและเป็นสุข ไม่ต้องวิ่งตามหา ไม่ต้องแบกภาระที่เกินกว่ากำลังที่เราจะสามารถแบกด้วยตนเอง เพราะว่าพระเจ้าทรงมาร่วมกับเราในการแบก พระเจ้าเชิญชวนให้คนที่หิวกระหาย คนที่มีปัญหา คนที่มีความทุกข์ คนที่เจ็บป่วย คนที่มีความต้องการความช่วยเหลือให้เข้ามา พระองค์จะทรงประทานน้ำแห่งชีวิตให้กับผู้นั้น โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย เพราะว่าพระองค์มาเพื่อจะให้เราทั้งหลายได้รับอย่างครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) พระองค์ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิตสำหรับคนที่เข้ามาหาพระองค์ (ยน.6:35) คนที่วางใจในพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ได้รับอย่างครบบริบูรณ์ (ยน.6:47, 7:38, 11:25-26) ชีวิตของเขาจะไม่ต้องอยู่ในความมืด (ยน.12:46) ดังนั้นคนที่กลับใจใหม่และตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า จะได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณ (อฟ.1:3) เราควรกลับใจใหม่และตอบสนองต่อพระราชกิจหรือพระสุรเสียงของพระเจ้า เพราะเรารู้ว่า ปลายทางของคนที่ตอบสนองกับคนที่ไม่ตอบสนองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะว่า พระเจ้าจะพิพากษาโทษคนที่ไม่เชื่อ นรกบึงไฟจะเป็นรางวัลสำหรับคนที่ไม่กลับใจใหม่ ส่วนคนที่กลับใจใหม่ เขาจะได้รับพระพร ทั้งที่อยู่ในโลกนี้และหลังจากตายจากโลกนี้แล้ว

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

05 กุมภาพันธ์ 2555

อุปสรรคในการประกาศ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2012

พระธรรม มัทธิว 9:9-13
มัทธิว หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เลวี เป็นนายด่านภาษี เป็นคนธรรมดา แท้จริงแล้วเป็นที่รังเกียจของคนทั้งเมือง เพราะเป็นคนยิวที่ไปรับใช้โรมันและยังเป็นคนคดโกงอีกด้วย แต่เมื่อพระเยซูเรียกให้ติดตามพระองค์มัทธิวก็ตอบสนองอย่างทันทีทันใด เขาได้จัดเลี้ยงอาหารเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเยซู (ลก.5:29) และมีคนมากมายที่เป็นคนเก็บภาษีและคนอื่นๆมาร่วมสำรับด้วย มัทธิวไม่ได้ดูที่ความจำกัดของตัวเอง หรือไม่ได้มองที่ว่าใครจะว่าเขาอย่างไร มัทธิวได้ชวนเพื่อนๆที่เป็นคนเก็บภาษีและคนอื่นๆ มาหาพระเยซู แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายแต่มัทธิวก็สามารถเอาชนะได้ อุปสรรคภายนอกไม่สำคัญเท่ากับอุปสรรคภายใน และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้เราไม่สามารถก้าวไปสู้เป้าหมายได้ หรือทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย ก็คือ ความคิด ของเราเอง จากตัวอย่างของมัทธิวในพระธรรมตอนนี้  มัทธิวได้เอาชนะอุปสรรคสำคัญทางความคิด 4 ประการ ได้คือ
1. ชีวิตเราไม่ดีพอ (มธ.9:9)
การเป็นคนเก็บภาษีให้กับโรมนั้น ในสายตาของคนยิวด้วยกันแล้วเป็นเหมือนคนที่ขายชาติ ขายตัวเองให้กับโรม มัทธิวไม่ได้มองดูว่าชีวิตของตนเองดีพอหรือไม่ หรือไม่ได้สนใจว่าคนอื่นมองตนเองอย่างไร แต่มัทธิวมองเห็นโอกาสที่พระเจ้าหยิบยื่นให้ ที่พระเยซูได้มาเรียกเขาให้ติดตามพระองค์ และได้เชิญพระเยซูเข้ามาในบ้านและจัดงานเลี้ยงให้กับพระเยซู ไม่เพียงเท่านั้น มัทธิวยังได้ชวนเพื่อนๆที่เป็นคนเก็บภาษีและคนอื่นๆอีกมากให้มาร่วมงานนี้ เพื่อจะได้ฟังคำหนุนใจจากพระเยซู แต่ถ้าเรามัวแต่มองดูว่าชีวิตเราดีหรือยัง หรือพร้อมหรือยังคงไม่มีใครดีหรือพร้อมแล้ว เพราะว่าเราทุกคนต่างก็บเป็นคนบาป (รม.3:23) (รม.6:23) (รม.5:8-9) (2คร.5:17) เราจึงควรที่จะเลียนแบบมัทธิว เมื่อพระเจ้าเรียนเราให้มาหาพระองค์ เราควรที่จะกลับบ้านไปจัดงานเลี้ยงใหญ่ให้กับพระเยซูและก็เชิญเพื่อนบ้านของเรามาร่วมรับประทานอาหารกับพระเยซู ดังนั้นให้เราลบความคิดที่ว่า เรายังไม่ดีพอออกไปจากชีวิตของเรา
2. เราประกาศไม่เป็น (มธ.9:9-10a)
มัทธิวพึ่งจะตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเยซูเลย แต่สิ่งที่มัทธิวทำคือจัดงานเลี้ยงอาหารให้กับพระเยซู เพื่อจะได้ฟังสิ่งที่พระเยซูจะพูดให้ฟัง แต่มัทธิวไม่ได้ฟังคนเดียวได้ชวนเพื่อนๆที่มีอาชีพเดียวกันกับตนเองและคนอื่นๆอีกมากมาฟังพระเยซู มัทธิวไม่ได้รอให้ประกาศเป็นก่อน แต่เขาเริ่มทั้งๆที่ยังไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องรอเวลาหรือรอให้เราประกาศเป็นหรือเก่งก่อน เราสามารถพาเพื่อนหรือคนอื่นๆทีเรารู้จักมาหาพี่น้องหรือผู้นำของเราให้เขาเล่าเรื่องราวของพระเจ้าให้ฟังได้ พระเจ้าสามารถใช้เราได้ เพียงแต่เรามีใจให้กับพระเจ้าเท่านั้น  อย่าคิดว่าเราประกาศไม่เป็น หรือกลัวว่าจะตอบคำถามเพื่อนๆไม่ได้ เมื่อเราเริ่มพูดคำพยานของเราพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือเรา (กจ.1:8) (มก.6:7) ดังนั้นจงออกไปประกาศด้วยความกล้าหาญ
3. คงไม่มีใครสนใจ (มธ.9:10b)
หลายคนคงคิดว่า เวลานี้เศรษฐกิจไม่ดี ปัญหามากมาย วุ่นวายไปหมด คนคงไม่มีใครสนใจที่จะฟังเรื่องราวของพระเจ้า หรือแม้แต่คำพยานของเรา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะว่ายิ่งมีปัญหามากเท่าไหร่ คนยิ่งต้องการที่พึ่งมากเท่านั้น คนต้องการทางออก คนต้องการสิ่งที่เขาจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ ทุกคนมีความต้องการที่พึ่งทางใจ เราเห็นได้จากคนไขว่คว้าสิ่งต่างๆมาเป็นที่พึ่งทางใจของเค้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรแปลกๆ คนก็จะไปกราบไหว้ นี่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า คนต้องการที่พึ่ง และที่พึ่งที่ดีที่สุดคือ พระเจ้า เราต้องรีบนำพระเจ้าไปหยิบยื่นให้กับเขา มัทธิวได้พาเพื่อนๆของเค้ามาหาพระเยซู หลังจากได้พบกับพระเยซูแล้วมีหลายคนได้ติดตามพระองค์ไป (มก.2:15) (มธ.9:12) (รม.10:14-15) นี่คือหน้าที่ของเราโดยตรง อย่าคิดว่าไม่มีใครสนใจ
4. เดี๋ยวคนจะว่าเราบ้า (มธ.9:11-13)
พวกฟาริสีมาพูดเป็นเชิงต่อว่ากับสาวกของพระเยซูว่าทำไมพระเยซูจึงกินข้าวกับคนเก็บภาษีและคนนอกรีต พูดในทำนองที่กว่า บ้าไปแล้วหรือ ไม่รู้หรือว่า พวกคนเหล่านั้นเป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ทำไมไม่ไปกินข้าวกับพวกของตน บางคนอาจจะกลัวถูกเพื่อนๆว่า บ้าหรือเปล่าอยู่ๆก็มาเป็นคริสเตียน ไอ้พวกขายชาติเดินตามก้นฝรั่ง บางคนอาจจะถูกต่อว่าเช่นนี้ แต่พี่น้องที่รัก จงขอบคุณพระเจ้าเถอะเพราะนี่คือสิทธิพิเศษที่เราได้รับ ใครจะว่าเราบ้าหรืออย่างไรไม่ต้องไปสนใจกับคำพูดเหล่านั้น เพราะว่ามันไม่ได้เป็นความจริงและไม่ได้เสริมสร้างชีวิตของเรา พระเจ้าดูที่ท่าทีภายในใจของเรามากกว่า (มธ.9:12-13) (ลก.22:42) (ยก.5:7) อย่างกลัวใครว่าเราบ้าไปแล้ว แต่จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี
ดังนั้นให้เราทำลายความคิดที่เป็นอุปสรรคในการประกาศเรื่องราวของพระเจ้าออกไปให้หมดจากความคิดของเรา ความคิดที่ไม่ถูกต้องเป็นอุปสรรคที่สำคัญในชีวิตของเรา

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

16 กันยายน 2554

พิเศษสุด

เรียนพี่น้องทุกท่านในพระเยซูคริสต์

เนื่องจากวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนที่จะถึงนี้ ที่คริสตจักรแห่งสันติภาพ ได้รับเกีัยรติจาก Pastor Jeffrey Tan ท่านเป็นทั้งนักธุรกิจ และผู้รับใช้พระเจ้า จะไปเทศนาที่คริสตจักรแห่งสันติภาพ ในช่วงเช้า เวลา 09.30-12.00 น และในช่วงบ่าย ตั้งแต่เวลา 13.00-15.00 น ท่านจะสอน เรื่องการบริหารการเงิน การสร้างทีมงาน และการบริหารโครงการ

 จึงขอเรียนเชิญพี่น้องทุกท่านที่สนใจที่จะรับฟังคำเทศนาและคำสอนของท่านสามารถที่จะไปร่วมรับฟังได้ที่คริสตจักรแห่งสันติภาพ ห้องประชุมโรงเรียนบางกะปิ (ตรงข้ามนิด้า) ถ.เสรีไทย ติดด่อสำรองที่นั่งได้ที่ อ.สวัสดิ์ 089 117 0770

ฟรี

 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org

01 มกราคม 2554

คริสตมาสแห่งสันติภาพ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2010

พระธรรม ลูกา 4:17-19

                อาจารย์ลูกาได้ยกเอาพระธรรมอิสยาห์ 61:1-2 ที่ได้พยากรณ์ถึงพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์จะมาปลดปล่อยคนหมดโลกนี้ให้เป็นอิสระจากความบาปและได้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า พระองค์ได้นำข่าวดีไปยังคนที่ทุกข์ใจ คนที่เดือดร้อน คนที่ผิดหวัง คนที่ชอกช้ำระกำใจ เพื่อประกาศอิสรภาพให้กับคนที่ถูกจองจำ เปิดประตูคุกให้กับบรรดาคนที่เปิดใจออกเชื่อวางใจในพระองค์  วันคริสตมาสจึงเป็นวันพิเศษสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะบางคน หรือเป็นเพียงการให้ของขวัญกันเท่านั้น แต่วันคริสตมาสมีความหมายอย่างมากสำหรับคนหมดโลก มีความหมายอย่างไร 3 ประการ คือ

1 ให้อิสรภาพ (ลก.4:18)
          พระเยซูได้มาประกาศอิสรภาพให้กับเราทั้งหลาย เมื่อก่อนเราเป็นทาสของมารซาตาน เราถูกมารซาตานควบคุมเราผ่านสิ่งต่างๆ ทำให้เราไม่มีอิสรภาพที่แท้จริง เราต้องคอยทำตามสิ่งที่มารซาตานต้องการอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ บางครั้งมารซาตานทำให้เราตกอยู่ในความกลัว บางคนเป็นทาสของความเจ็บปวดในอดีตที่ผ่านมา บางคนเป็นทาสของความขมขื่น มารซาตานไม่ยอมปล่อยให้หลุดพ้น บางคนเป็นทาสของยาเสพติด บางคนเป็นทาสของการพนัน บางคนเป็นทาสของเหล้า บุหรี่ แต่พระเจ้ามาเพื่อประกาศอิสรภาพให้กับคนเหล่านั้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมารซาตานอีกต่อไป การให้อิสรภาพเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า (ลวน.25:10) พระเจ้าได้ตั้งวันสะบาโตไว้ให้กับคนอิสราเอล (อพย.20:10) (ลวน.25:2-4) (1คร.11:25)

2 ให้การรักษา (ลก.4:18)
               พระเยซูไม่เพียงให้อิสรภาพกับเรา พระองค์ยังทรงนำการรักษา การช่วยเหลือมาให้กับเราด้วย อิสยาห์ได้บอกว่าพระองค์จะประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ไม่เพียงแต่คนตาบอดให้ฝ่ายกายภาพเท่านั้นที่จะได้เห็นอีก แต่คนที่ตาบอดฝ่ายวิญญาณก็จะได้เห็นด้วย พระองค์มาเพื่อช่วยคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยให้หาย คนที่ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์จะได้รับการเยียวยา การรักษาจะมาถึงคนที่มีความเชื่อ เพราะถ้าเราเชื่อเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (ยน.11:40) (มธ.9:20-22) (มก.6:56)

3 ให้เสรีภาพ (ลก.4:18)
               พระเยซูไม่ได้มาเพื่อให้อิสรภาพ และการรักษากับเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนำเสรีภาพมาสู่เราด้วย อิสยาห์บอกว่าพระองค์จะมาประกาศว่าให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ พระองค์ให้เสรีภาพกับเราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อ ให้หลุดพ้นจากการถูกบีบบังคับ เมื่อก่อนเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราถูกมารซาตานบังคับขู่เข็นเราด้วยคำพูดต่างๆ นานาทำให้เราต้องตกอยู่ภายอำนาจของมัน บางคนอาจจะตกอยู่ภายใต้คำแช่งสาป แต่พระเยซูมาแก้มัดให้กับเรา โดยการฉีกกรมธรรม์นั้นให้กับเรา (คส.2:14) (2คร.1:21-22) (2คร.3:17) เรามีเสรีภาพโดยพระวิญญาณ เราได้รับการปลดปล่อยโดยพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงประทานให้กับเรา เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์

               วันคริสตมาสคือวันแห่งอิสรภาพ วันแห่งการรักษา วันแห่งเสรีภาพ ดังนั้น ใครก็ตามที่ต้องการได้รับอิสรภาพ ได้รับการรักษา ได้รับเสรีภาพ ต้องมาหาพระเจ้าและเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราจะหลุดพ้นจากคำแช่งสาป หลุดพ้นจากความขมขื่น หลุดพ้นจากพันธนาการของมารซาตานและความป่วยไข้ เพราะพระเยมาเพื่อเราจะได้ชีวิตใหม่ ขอให้คริสตมาสปีนี้เป็นปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลายที่วางใจในพระเจ้า (ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org)

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

26 ตุลาคม 2553

เพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตัวเอง

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2010
เรื่อง เพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตัวเอง
พระธรรม มัทธิว 6:1-8, 16-18


               พระวจนะตอนนี้ ได้เปรียบเทียบระหว่างบัญญัติที่คนยึดถือ กับเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ต้องการให้เรายึดถือ พระเยซูสอนให้เราเข้าใจหลักการเบื้องหลังและความคิดที่ถูกต้องของธรรมบัญญัติ และย้ำเตือนให้คริสเตียนทำสิ่งต่างๆ ด้วยเข้าใจความหมายไม่ใช่สักแต่ว่าได้ทำเท่านั้น พระวจนะตอนนี้ พระเยซูได้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมและท่าทีภายในของพวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์ ซึ่งทำสิ่งต่างๆ เพื่อเป็นการอวดอ้างตัวเอง พระเยซูเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็น คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าคนเหล่านี้ทำศาสนกิจเพื่ออวดคนไม่ได้แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเยซูรู้ถึงแรงจูงใจของพวกเค้า พระเยซูจึงสั่งห้ามคริสเตียนผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าไม่ให้ทำตามแบบอย่างของคนพวกนี้ ผมจะให้ชื่อคำเทศนาตอนนี้ว่า เพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตัวเอง หมายความว่าถ้าเราทำเพื่อพระเจ้า หรืออยู่เพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว จะต้องเป็นอย่างไร เราสามารถดูได้จากพระคัมภีร์ตอนนี้ 3 ประการ คือ

1. ไม่ทำเพื่ออวดคนอื่น (v1-2, 5, 16)
พระคัมภีร์ทั้ง 4 ข้อนี้ได้ชี้ให้เราเห็นถึงพฤติกรรมของพวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์ ซึ่งพระเยซูเรียกว่าเป็น คนหน้าซื่อใจคด การเป่าแตรไปข้างหน้า (v2) หมายถึง การทำสิ่งต่างๆ เพื่อต้องการให้คนเห็น ให้คนรู้ว่าทำอะไร หรือเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น เพื่อคนจะได้สรรเสริญตนเอง อาการเช่นนี้ พระเยซูบอกว่า หน้าซื่อใจคด พวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์ เวลาอธิษฐานก็จะชอบไปยืนอยู่ตามถนน ตามหัวมุมตลาด ตามชุมชนที่มีคนอยู่มากๆ หรือตามธรรมศาลา เพื่อให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเห็นว่าตนเองกำลังอธิษฐานอยู่ ทำเป็นเหมือนคนเคร่งครัดในพระศาสนา (v5) หรือเวลาอดอาหารอธิษฐานก็มักจะทำให้หน้าตามอมแมม ดูโทรมๆ ทำตัวให้ดูน่าสงสาร เพื่อเรียกร้องความสนใจจากชาวบ้าน (v16) เพื่อให้ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ว่าพวกตนเป็นผู้ถือศาสนาอย่างเคร่งครัด เป็นคนดีทำตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษ แต่พระเยซูบอกว่าหน้าซื่อใจคด ทำเพื่ออวดคนอื่น การทำเพื่ออวดคนอื่นไม่เพียงแต่อวดร่ำอวดรวยเท่านั้น ยังรวมถึงการโอ้อวดด้านคุณธรรม หรือคุณงามความดีด้วย การทำท่าทางว่าเดินกับพระเจ้าเข็มแข็ง เพียงเพราะหว่างสายตามคนอื่น กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าวิญญาณไม่ดี หรือกลัวว่าจะหาคู่ครองไม่ได้เดี๋ยวไม่มีใครมอง หรือถูกมองว่าไม่ร้อนรน พระเยซูบอกว่าพวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสี สอนคนอื่นแต่ตัวเองไม่ได้ทำตามที่ตัวเองสอน ห้อยกลักพระธรรมอันใหญ่เอาไว้ที่เอว (มธ.23:1-7) กลักพระธรรมคือกล่องหนังบรรจุบทบัญญัติของโมเสส แสดงว่าเป็นคนเคร่งศาสนาของคนยิว พระเยซูเตือนว่า จงระวัง หมายถึงให้เราเอาใจใส่และระมัดระวังท่าทีของเราในการเดินติดตามพระเจ้า ที่จริงแล้วเมื่อเราเดินกับพระเจ้าเราควรเดินอย่างจริงจัง ทำอย่างเต็มที่เต็มกำลังของเราจะดีกว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ควรอย่างดีถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระคัมภีร์ ยังได้เตือนเราว่าคนโอ้อวดจะไม่ยืนอยู่เฉพาะพระเนตรของพระองค์ (สดด.5:5) สิ่งที่เราสมควรอวดคืออวดองค์พระผู้เป็นเจ้า (2คธ.10:17) อย่าอวดตัวเองแต่ให้อวดพระเจ้า

2. พระเจ้ารู้ทุกสิ่งที่เราทำ (v3-4, 6, 17-18)
พระคัมภีร์บอกว่าไม่ว่าเราทำในที่ลับพระเจ้าก็เห็นสิ่งที่เราทำ พระเจ้าเห็นทุกอย่างที่เราทำ รู้ทุกสิ่งที่เราคิด ไม่ว่าเราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ในที่ลับหรือที่แจ้ง พระองค์ทรงรู้ทั้งสิ้น ทุกอย่างปรากฏต่อสายตาของพระองค์ทุกอย่าง ในข้อ 3 พระเยซูไม่ได้สอนให้เราปกปิดสิ่งดีที่เราทำ หรือว่าให้เราแอบทำสิ่งดีต่างๆ แต่สอนให้เราทำสิ่งดีโดยไม่ต้องอวดอ้างหรือประกาศให้ใครรู้ เพราะไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่ ไม่สำคัญเพราะว่าพระเจ้าทรงรู้ พระองค์ดูที่ท่าทีภายในของเรามากกว่าการกระทำภายนอก นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า การกระทำภายนอกไม่สำคัญ การกระทำภายนอกมีผลมาจากท่าทีภายในใจของเรา ถ้าภายในถูกต้องก็จะแสดงออกมาภายนอกได้อย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน การกระทำของเราด้วยท่าทีที่ถูกต้อง พระเจ้าไม่เคยลืม (ฮบ.6:10) และสิ่งที่เราทำด้วยท่าทีที่ถูกต้องจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้ (1คธ.15:58) พระเจ้ามองดูการกระทำขอเราทุกสิ่ง และรู้ว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ว่าเราทำสิ่งดี หรือทำบาป พระเจ้าทรงรู้และเห็น ที่ลับของมนุษย์ ก็เป็นที่โล่งแจ้งของพระเจ้า ดังนั้นเราต้องทำทุกสิ่งด้วยท่าทีที่ถูกต้อง ทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ให้พระเจ้าได้รับเกียรติแต่เพียงผู้เดียวจากชีวิตของเรา

3. บำเหน็จมีให้กับใจถูกต้อง (v2, 4-6, 18)
จากพระคัมภีร์ทั้ง 5 ข้อดังกล่าว เราพบว่า มีแหล่งที่มาของบำเหน็จ 2 แหล่ง คือบำเหน็จที่มาจากมนุษย์ เราเห็นในข้อ 2, 5 และ 16 พระคัมภีร์บอกว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว และแหล่งที่มาอีกที่หนึ่ง ก็คือ พระเจ้า เราเห็นในข้อ 4, 6 และ 18 พระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้าทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน คนที่ทำเพื่อโอ้อวดจะได้รับบำเหน็จเป็นคำสรรเสริญเยินยอจากมนุษย์ แต่คนที่ทำด้วยแรงจูงใจที่ถูกต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้า จะได้รับบำเหน็จบนสวรรค์จากพระเจ้า กระทำเหมือนกันแต่รับผลต่างกัน เราจะต้องเลือกเอาว่าเราจะรับรางวัลจากไหน นั่นขึ้นอยู่ที่แรงจูงใจที่เราทำ เพราะว่าเราหว่านอะไรเราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น (กท.6:7) ถ้าเราหวังบำเหน็จ หรือคำชมเชยจากมนุษย์ เราก็จะไม่ได้จากพระเจ้า พระเยซูสอนเรื่องการอธิษฐานว่า เวลาอธิษฐานอย่าพูดซ้ำๆ ซากๆ (มธ.6:7-8) หาความหมายไม่ได้ หรือไม่ได้มาจากจิตใจภายในที่ต้องการอย่างแท้จริง ดังนั้นเวลาเราอธิษฐานให้เราอธิษฐานด้วยใจที่เชื่อในพระเจ้าไม่สงสัย และมีความมั่นใจว่าเราจะได้รับหากสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ทุกคำอธิษฐานของเราจะต้องมีความหมาย ไม่ว่าอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหาร ขอบคุณพระเจ้าก่อนนอน หรืออธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้าต้องมาจากใจอย่างแท้จริง

              ถ้าเราอยู่เพื่อพระเจ้าเราจะไม่ทำเพื่ออวดคนอื่น และเราตระหนักว่าพระเจ้ารู้ทุกสิ่งที่เราต้องการ รู้ทุกอย่างที่เราคิด เห็นทุกอย่างที่เราทำ และเรารู้ว่า บำเหน็จจะเป็นของคนที่มีใจที่ถูกต้อง คือมีท่าทีถูกต้อง บำเหน็จจากพระเจ้าจะเป็นของเรา ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราต้องตระหนักว่าเราจะทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แม้ว่าไม่มีใครเห็น แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงเห็น ชีวิตของเราจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าตลอดไป

ขอพระเจ้าอวยพรครับ