แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเยซู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเยซู แสดงบทความทั้งหมด

26 มกราคม 2556

ระวังเชื้อร้ายของฟาริสีและสะดูสี


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2013

พระธรรม มัทธิว 16:1-12

หลังจากที่พระเยซูได้ทดสอบความเชื่อของหญิงคานาอันแล้วและพระองค์ได้เห็นความเชื่อของนางที่มีอย่างมากจึงได้รักษาลูกสาวของนางที่ผีเข้าสิงอยู่ให้หาย แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เดินทางทำพันธกิจของพระองค์ต่อไป ขณะนั้นกลุ่มฟาริสีและสะดูสีเข้ามาตั้งคำถามเพื่อทดสอบพระเยซูว่า ถ้าเป็นพระบุตรพระเจ้า ก็จงแสดงการอิทธิฤทธิ์ หรือหมายสำคัญจากฟ้าให้ดูสิ ฟาริสีและสะดูสี คือ คือ กลุ่มนักการศาสนาที่เคร่งครัดในกฎระเบียบที่บรรพบุรุษถ่ายทอดเป็นกลุ่มคนที่อุทิศตัวอย่างจริงจังให้กับลัทธิยูดาห์ของยิว ยึดถือบัญญัติของโมเสสและได้เพิ่มเติมบัญญัติต่างๆ ขึ้นตามกาลเวลา สะดูสี เป็นกลุ่มผู้เคร่งในศาสนากลุ่มนี้เป็นคนที่มีสถานะทางสังคมชั้นสูงของยิว มีความเชื่อต่างกับฟาริสีในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย คือ สะดูสีจะไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย กลุ่มคนเหล่านี้มาเพื่อทดสอบพระเยซู  เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากพระเยซูทำการอัศจรรย์เลี้ยงคนสี่พัน ด้วยขนมปัง 7 ก้อน แถมยังเหลือขนมปังอีกถึง 7 ตะกร้า แต่สาวกลืมหยิบขนมปังทั้ง 7 ตะกร้าที่เหลือนั้นมา เมื่อพระเยซูบอกให้ระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี สาวกกลับตีความว่าพระเยซูเตือนว่าอย่าลืมขนมปังที่เหลือมา เขากระวนกระวายใจมาก แต่พระเยซูมิได้หมายถึงเรื่องขนมปัง แต่พระองค์เตือนเรื่องเชื้อแห่งฟาริสีและสะดูสี เชื้อแห่งฟาริสีและสะดูสีที่พระเยซูเตือนให้ระวังนั้นหมายถึงอะไร จากพระธรรมตอนนี้ ผมจะชี้ให้เห็น 2 ประการ ที่เราก็ต้องระวัง

1. ระวังท่าทีที่ผิด (ข้อ 1-11)

เชื้ออันแรกที่พระเยซูเตือนให้เราระวังอย่ารับเอามา คือ “ท่าทีในใจที่ผิด” ฟาริสีและสะดูสีมีแรงจูงใจที่ต้องการทดสอบพระเยซู เขามิได้แสวงหาความจริง แต่ต้องการจับผิดว่าพระเยซูไม่มีฤทธิ์อำนาจที่เพียงพอในการทำอัศจรรย์ ฟาริสีและสะดูสีมีท่าทีในใจที่ผิดอย่างไร? หลายตอนในพระคัมภีร์บอกว่าพวกเขา หยิ่งยะโส ยกตนเหนือผู้อื่น แสวงหาเกียรติและการยกย่องจากมนุษย์ในหน้าที่ทางศาสนาของตน หน้าซื่อใจคด แสร้งทำในสิ่งที่ตนไม่ได้เป็น ทำความดีแต่เปลือกนอก ยกประเพณีที่สืบทอด เป็นใหญ่เหนือพระวจนะ สนใจตัวอักษรของข้อศีลธรรม มากกว่าจะสนใจแก่นหัวใจของศีลธรรม อื่นๆ อีกมา ท่าทีกำหนดทัศนคติมุมมองของเรา  ดังนั้นหากท่าทีไม่ดี ทุกอย่างที่ออกมาก็ไม่ดีด้วย น่าแปลกที่ฟาริสีและสะดูสีเป็นนักการศาสนาที่ใกล้ชิดกับหนังสือธรรมบัญญัติ แต่เขากลับปฏิเสธพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่พบอยู่ตรงหน้า เพราะท่าทีที่ผิดในใจของเขา ดังนั้น เราจึงต้องระวังท่าทีของตัวเรา อย่าคิดว่าเราใกล้ชิดพระเจ้าและไม่มีทางที่จะมีท่าทีที่ผิดได้ เรามีท่าทีแรงจูงใจอย่างไร ก็ตีความสิ่งที่พบเห็น ไปตามท่าทีในใจเราอย่างนั้น  (มธ.16:5-8) พระเยซูพูดให้ระวังเชื้อของฟาริสีและสะดูสี แต่สาวกกลับกังวลใจที่ตนลืมเอาขนมปังมา จึงตีความสิ่งที่พระเยซูพูดว่าพระเยซูทวงถามถึงขนมปังที่พวกตนลืมไว้ ความจริงจะไม่ได้กำหนดท่าทีของเรา แต่ท่าทีของเราจะเป็นตัวกำหนดการตีความของความจริงแทน ดังนั้นเมื่อให้คำปรึกษาปัญหา ไม่เพียงแต่เราจะแก้เนื้อหาของปัญหา แต่ต้องแก้ท่าทีที่ซ่อนอยู่หลังเนื้อหาด้วย ท่าทีแรงจูงใจที่ผิด เป็นเหมือนเชื้อโรคติดต่อด้วยเช่นกัน ดังนั้นอย่าอยู่ใกล้คนที่มีท่าทีไม่ดี เพราะท่าทีที่ไม่ดีนั้นเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง จงรักษาท่าทีแรงจูงใจของเราให้ถูกต้องเสมอ (ยรม.17:9) จิตใจก็เป็นตัวล่อลวง พระเจ้าสนใจท่าทีในใจของเรา (ยรม.17:10)

2. ระวังคำสอนที่ผิด (ข้อ 12)

ไม่เพียงแค่ให้ระวังเชื้อของท่าทีผิด  แต่พระเยซูยังเตือนให้ระวังเชื้อของคำสอนผิดด้วย มีคนมากมายที่อยู่ในคำสอนผิดจากพระคัมภีร์ ทั้งที่เขาจริงใจและบริสุทธิ์ใจ  ดังนั้นแค่จริงใจไม่พอ เราต้องมีวิจารณญาณและยึดคำสอนที่ถูกต้องด้วย พระเยซูเตือนให้ระวังคำสอนผิดของพวกฟาริสี ที่ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระเยซู นำบัญญัติของมนุษย์หรือคำสอนที่สืบทอดมาอ้างว่าเป็นพระบัญญัติของพระเจ้า มุ่งเน้นความชอบธรรมด้วยการประพฤติ จนเหล่าอัครทูตต้องเตือนผู้เชื่อให้ระวังมิจฉาลัทธิ (2ปต.2:1) แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะ บ้างก็อ้างพระคุณพระเจ้าจนตกขอบ (ยด.ข้อ4) บ้างก็นำผู้เชื่อให้กลับเข้าสู่บทบัญญัติของมนุษย์ (กท.2:4) เราอยู่ในยุคเต็มไปด้วยคำสอนแปลกๆ ที่แพร่หลายอย่างมากเพราะ คนใช้เหตุผลได้เก่งขึ้น คนเรามีความปรารถนาในฝ่ายเนื้อหนังของตน คนในสมัยใหม่ชอบสิ่งที่แหวกแนว แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อกลุ่มบุคคล เป็นความจริงคริสเตียนควรมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู โดยไม่ขึ้นกับมนุษย์คนใด แต่ก็ใช่ว่าควรจะปฏิเสธวิธีการสร้างชีวิตผ่านชุมชน หรือคำสอนที่ถูกตั้งชื่อว่า “ข่าวประเสริฐแห่งความสบายใจ” ไม่พูดว่า พระเยซูเป็นทางเดียวที่ช่วยให้รอด เพราะคนทั่วไปจะไม่พอใจ โดยยกคำสอนของพระคัมภีร์ (1คร.9:22) อันตรายจากคำสอนผิด คำสอนผิดจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณเราอย่างไม่รู้ตัวและยากที่จะตรวจสอบได้ (กท.5:9) เราต้องระวังคำสอนผิดด้วยการ อ่านและศึกษาพระคัมภีร์เป็นประจำ ยึดคำสอนที่อยู่ในพระคัมภีร์เป็นหลัก (มธ.24:35) อย่าสร้างหลักคำสอนขึ้นจากพระคัมภีร์เพียงข้อเดียวหรือไม่กี่ข้อ

สรุป ให้เราระวังตัวเองจากเชื้อทั้ง 2 นี้ คือ ท่าทีที่ผิด และ คำสอนผิด เชื้อทั้ง 2 นี้ติดต่อได้ และลามเข้าสู่ความคิด จนควบคุมทั้งชีวิต

 

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

04 มกราคม 2556

จัดแผนการชีวิตพิชิตปี 2013


สรุปคำเทศนา  อาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2012
ข้อพระคัมภีร์  สดุดี 90:12
อ.งามพันธ์ พิมพ์พรรณ์

สดุดี 90 เป็นคำอธิษฐานของโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า หลังจากที่โมเสสได้นำชนชาติอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์จำนวนกว่า 2 ล้านคน  และวนเวียนในถิ่นทุรกันดาร ประมาณ 40 ปี  คนที่ออกมาจากประเทศอียิปต์นั้น ส่วนใหญ่ได้เสียชีวิตและคนรุ่นใหม่กำลังเดินทางไปสู่แผ่นดินคานา  ในคำอธิษฐานของโมเสสได้สรรเสริญพระเจ้าองค์พระผู้สร้างผู้ทรงสภาวะนิรันดร์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลและท่านได้เปรียบเทียบชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอนิจจัง  ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นเหมือน ความฝัน เป็นเหมือน หญ้า เป็นเหมือน เสียงถอนหายใจ อิสยาห์ 40.6-8 ก็ได้กล่าวสอดคล้องกันว่า ...เพราะว่าบรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และ บรรดาศักดิ์ศรีของเขาก็เป็นเสมือนดอกหญ้า ต้นหญ้าก็เหี่ยวแห้งไป และดอกก็ร่วงโรยไป  เพราะโลกนี้ไม่มีบ้านอันถาวรของมนุษย์  แต่พระเจ้าทรงรักพวกเขาเช่นเดียวกับบิดาที่มีความรักและเอ็นดูบุตร ฉธบ 1:31 สิ่งที่อิสราเอลต้องทำในช่วงเริ่มต้นปีใหม่คือการมองย้อนกลับไปดูในอดีต ระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือพวกเขาอย่างอัศจรรย์  และทรงเลี้ยงดูพวกเขาตลอดเวลาในถิ่นทุรกันดาร  พวกเขากลายเป็นประชาชาติที่มีจำนวนมหาศาลดุจดังดวงดาวในท้องฟ้า ตามพระสัญญาของพระเจ้า นับวัน เพื่อให้รู้ตัวว่าเวลาบนโลกนี้มันสั้นจะได้คอยเตือนตัวเอง ให้รู้คุณค่าของเวลาและไม่หลงเพลินไปกับระบบของโลก เราจึงควรตอบสนองอย่างมีปัญญาด้วยการนับวันคืนชีวิตของเรา และใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด
เราจะมีหลักการจัดแผนการชีวิตพิชิตปี 2013 เพื่อเรียนรู้คุณค่าของเวลาอย่างมีปัญญาตามที่พระเจ้าปรารถนาได้อย่างไร ขอนำหลักการจากพระวจนะพระเจ้ามาใช้ 4 ประการคือ

หลักการที่ 1 มีนิมิต สภษ 29:18 นิมิต หมายถึง ความฝัน หรือภาพที่เกิดขึ้นในสมองและอยากจะเห็น และจะทำให้สำเร็จ  นิมิตเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยหรือสำแดง ชีวิตที่ปราศจากพระเจ้านั้นว่างเปล่า  ไร้ความหมาย  ไร้เป้าหมายเมื่อพระเจ้าได้ทรงเลือกและทรงเรียกเรามาแล้ว   พระองค์ทรงประสงค์ให้เราดำเนินชีวิตที่มีนิมิต มีเป้าหมาย  และเป็นนิมิตที่มีคุณค่า  ฉะนั้น ชนชาติที่ไม่มีนิมิตที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า ก็ไร้ความหวัง เราจึงควรดำเนินชีวิตด้วยนิมิต และควรทำให้คนอื่นมีนิมิตด้วย ความเชื่อจะทำให้เราได้เข้าส่วนกับนิมิตของพระเจ้า  กจ 20:24 หลังจากที่ อ.เปาโล กลับใจมาเชื่อพระเจ้า เขาได้ถวายชีวิตที่เหลืออยู่  มีนิมิต  มีเป้าหมายใหม่เพื่อพระคริสต์  มธ 28:19-20 คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กำชับมาถึงเราทุกคนที่เป็นคริสเตียน  ทุกชาติ  ทุกภาษา  ทุกสถานภาพของชีวิตในโลกนี้  ท่านต้องมีนิมิตเพื่อข่าวประเสริฐด้วย เราต้องมีนิมิตเดียวกับพระเยซูคริสต์ 2คร 5:9, 1คร15:58 เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าเราได้รับชีวิตใหม่เราไม่ได้ถูกเรียกว่า คนบาป อีกต่อไป  แต่ทรงเรียกเราว่าเป็น บุตร ของพระเจ้า  เราตั้งเป้า (นิมิต) ของเราในปีข้างหน้าที่จะมาถึงอย่างไร  เราอยากรับใช้อะไรบ้างในคริสตจักร   การนำวิญญาณ   การเป็นพี่เลี้ยง  การอภิบาลดูแลคน   การเทศนา   การสอน   มีส่วนในการเป็นนักร้อง  เล่นดนตรี  นำนมัสการ   เดินถุงถวาย   อธิษฐาน   ฯลฯ  (ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเป็นผู้ใส่นิมิตลงในหัวใจของท่าน)

หลักการที่ มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง (ยก 4:13-15) head  ความคิด  heart จิตใจ hand  การกระทำ มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางให้เราทูลทุกสิ่งต่อพระเจ้า  (รม14:12)เราคิดอะไรไว้เยอะแยะมากมาย  แต่เราต้องให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางในสิ่งที่เราทำและคิดเราต้องอธิษฐานให้พระเจ้ารับรอง  งานทุกอย่างเป็นงานรับใช้พระเจ้า  งานในคริสตจักร  งานในบ้าน  หรือในที่ทำงาน  เราจะทำอย่างสัตย์ซื่อเพราะเป็นการรับใช้พระเจ้าทั้งนั้น  (อฟ 6: 5-6) ให้พระเจ้านำหน้าเรา  ขอให้เรายอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเรา แล้วพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเราราบรื่น สภษ 3:5-6  ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และเป็นชีวิตที่คิดถึงผู้อื่นก่อน    เราต้องจัดลำดับความสำคัญในชีวิตให้ถูกต้อง มธ 6:33

หลักการที่ 3 พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยน 15:26-27) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเหลือ...ทรงเป็นที่ปรึกษา ...หนุนใจ..และเสริมกำลังพระวิญญาณจะทรงสอน ให้ความกระจ่างแก่เราให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำหน้าเราในทุกก้าว กจ 20:22-23 เราต้องพร้อมที่จะเคลื่อนไปตามการทรงนำเหมือน อ. เปาโล  การปรึกษากับพระวิญญาณบริสุทธิ์เราสามารถเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ สดด119:24,สดุดี 119:1-3 เราต้องอ่านพระวจนะอย่างใคร่ครวญ  อ่านเป็นประจำ อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ พระเจ้า+เรา+ความเชื่อ = ทุกสิ่งเป็นไปได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์พร้อมเสมอที่จะที่จะพูดคุยกับท่านให้คำปรึกษา  สอน  เพื่ออนาคตและความหวังใจแก่เรา สดด 32:8 พระวิญญาณบริสุทธิ์ปรารถนาให้เราทุกคนเข้ามาหาพระองค์ทรงมีพลังเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้เชื่อทุกคนได้  ทรงจัดเตรียมสิ่งดีมากมายสำหรับเรา 1คร2.9  เราต้องพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการนำชีวิตของเราในทุก ๆ วัน ถ้าเราดำเนินตามเนื้อหนัง เนื้อหนังนำเราไปสู่ความตาย แต่พระวิญญาณนำเราไปสู่ชีวิต 

หลักการที่ 4  คาดหวังความสำเร็จ (ชัยชนะ) ยน 16:33 พระเยซูได้ประกาศให้โลกได้รู้ว่า  งานของพระองค์สำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน  ทรงมีชัยชนะเหนือความบาปและความตาย  เหล็กในแห่งความตายพ่ายแพ้แล้ว  ทรงฟื้นคืนพระชนม์  เราจึงมีชีวิตใหม่  คริสเตียนคือผู้ที่อยู่ฝ่ายผู้มีชัยชนะ  เรียนรู้ที่จะรับฤทธิ์เดชจากพระเจ้า เพื่อจะมีกำลังในการต่อสู้กับเนื้อหนัง ความบาป การถูกล่อลวงทางความคิด  ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณไม่ใช่ชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง  และอยู่ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณ  ตัวอย่าง ดาวิดถูกไล่ล่าจากศัตรู และคาดหวังถึงการช่วยกู้จากพระเจ้า ท่านตระหนักว่าทุกชัยชนะมาจากการช่วยกู้ของพระเจ้า  ความรอด  ความช่วยเหลือ  สวัสดิภาพ  ความรุ่งเรือง  สุขภาพและชัยชนะ ฯลฯ  วันนี้ท่านคาดหวัง  ชัยชนะ  ความสำเร็จในการเดินติดตามพระเจ้า หรือไม่  พระองค์ได้ทรงเตรียมพระพรนานาประการให้กับท่านแล้ว  โดยความเชื่อและการดำเนินชีวิตตามพระวจนะ   จะสำแดงเป็นประสบการณ์จริงในโลกที่ท่านอาศัยอยู่  พระพรจะเปลี่ยนชีวิตที่พ่ายแพ้ให้มีชัยชนะ  เปลี่ยนชีวิตที่หมดหวังให้มีความหวังอยู่เสมอ  เปลี่ยนชีวิตที่เจ็บป่วยให้มีสุขภาพดี  เปลี่ยนชีวิตที่ขัดสนให้มีพอเพียงและเกินพอที่จะทำสิ่งดี ๆ เพื่อแผ่นดินของพระเจ้า  ขอให้ท่านมีความชื่นชมยินดีรับพระพร  มีชัยชนะและมีชีวิตฉายแสงแห่งพระสิริเป็นคำพยานที่ดีสำหรับแผ่นดินของพระเจ้า  ตลอดปี 2013 นี้ ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกท่านค่ะ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ 

28 ธันวาคม 2555

ความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2012

พระธรรม 1 ทิโมธี 1:15-16
ความจริงทำให้คนเราเข้าใจอะไรมากขึ้น เมื่อเรารู้ความจริงก็ทำให้เราเข้าใจ ความจริงมีมากมายหลายเรื่องราว แต่จะมีความจริงใดจะมีผลกับชีวิตของเรามากที่สุด นอกจากความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส วันคริสต์มาส หรือเทศกาลแห่งความสุข นับได้ว่าเป็นเทศกาลเดียวในโลกก็ว่าได้ ที่ทุกประเทศในโลกต่างจัดงานเฉลิมฉลองในเทศกาลนี้ ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งต่างตกแต่งประดับประดาด้วยต้นคริสต์มาสและไฟ เปิดเพลงคริสต์มาสตลอดช่วงเทศกาลนี้ แต่การฉลองคริสต์มาสจะมีผลกับชีวิตของเราอย่างแท้จริงได้จะต้องเข้าใจความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาสก่อนว่าเป็นอย่างไร 3 ประการ
1. มนุษย์เป็นคนบาป (ข้อ15)
พระเยซูมาเกิด เพื่อช่วยคนบาปให้รอด ความบาปทำให้มนุษย์ถูกแยกจากพระเจ้า และต้องตกลงไปสู่บึงไฟนรก มีพระคัมภีร์หลายตอนที่บ่งบอกว่ามนุษย์เป็นคนบาป เช่น มธ.7:11 ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป หรือ ลก.11:13 เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป หรือ รม.5:8 คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา และ รม.3:23 บอกว่า เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า นี่คือความจริงประการแรก คือมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ดังนั้นการฉลองคริสต์มาสจะมีผลต่อชีวิตของเราอย่างท้จริง เราจะต้องตระหนักว่า เราเป็นคนบาป ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ว่าเราจะจัดงานฉลองใหญ่โตแค่ไหน การแสดงยิ่งใหญ่อย่างไร ตกแต่งสวยงานเพียงใด ถ้าเราไม่เข้าใจความจริงที่ว่า เราเป็นคนบาป วันคริสต์มาสก็ไม่ได้มีผลกับชีวิตของเราเลย
2. พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยเรา (ข้อ16)
ไม่เพียงความจริงประการแรกที่บอกว่า มนุษย์เป็นคนบาป ความจริงประการที่ 2 คือ พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยเรา พระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตายไถ่บาปเราที่กางเขน มีพระคัมภีร์หลายข้อที่บอกความจริงนี้แก่เรา เช่น ลก.2:11 เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้ามาบังเกิด หรือ 1ทธ.1:1 จากเปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คือพระเยซูคริสต์ หรือ 2ทธ.1:10 บัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ประจักษ์ โดยการที่พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้เสด็จมา หรือ ตต.1:4, 2:13, 3:6 และ 2ปต.1:1 เป็นต้น นี่คือความจริงประการที่สอง คือ พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยของเรา พระองค์มาเกิดเพื่อช่วยเราให้พ้นบาปกรรม ให้หลุดพ้นจากเวรกรรมต่างๆ ที่เราได้กระทำมา เมื่อเรายอมรับความจริงนี้ วันคริสต์มาสก็จะมีความหมายกับชีวิตของเรา ความจริงทำให้เราตาสว่าง ความจริงทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราต้องยอมรับความจริงดังกล่าว
3. พระเจ้าประทานความรอดและชีวิตนิรันดร์ให้กับเรา (ข้อ16)
พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์และตายเพื่อที่จะให้ชีวิตกับเราและเป็นชีวิตนิรันดร์ คือไม่ต้องถูกพิพากษาที่บึงไฟนรกเพราะความบาปที่เราทำ เป็นชีวิตใหม่ ชีวิตที่ปราศจากบาป ชีวิตที่ชอบธรรม มีพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น ยน.3:36 ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ หรือ ยน.5:24 ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ หรือ ยน.6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตรและวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ หรือ ยน.6:47, รม.5:21, 6:22 เป็นต้น พระเยซูมาเกิดเพื่อเราจะได้รับความรอด รับชีวิตนิรันดร์ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายในวันที่สาม พระองค์มีชัยชนะเหนือความตาย ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ นี่คือความจริงประการที่ 3 คือ พระเจ้าประทานความรอดให้กับเรา ดังนั้น การจะฉลองวันคริสต์มาสอย่างมีความหมาย และมีผลกับชีวิตของเราอย่างแท้จริงเราจะต้องเข้าใจความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส และให้เราฉลองด้วยความเชื่อในพระองค์ และวันคริสต์มาสจะเป็นวันแห่งความหวัง วันแห่งความสว่าง วันแห่งความสุขสำหรับทุกคน

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

09 พฤศจิกายน 2555

ช่วยอย่างพระเยซู


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2012
พระธรรม มัทธิว 14:13-231

เมื่อพระเยซูทราบข่าวเรื่องยอห์นซึ่งเป็นทั้งญาติสนิทและเป็นเพื่อนที่รับใช้พระเจ้าด้วยกันเสียชีวิต พระองค์สะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับยอห์น พระเยซูต้องการจะหาที่พักสงบและอธิษฐานกับพระบิดา พระองค์เดินทางไปยังที่หนึ่ง แต่เมื่อประชาชนทราบว่าพระเยซูกำลังไปที่ใด พวกเขาก็พากันมารอพบพระองค์ เพื่อจะฟังคำสอนและให้พระองค์รักษาคนเจ็บคนป่วยให้หาย เมื่อพระเยซูเห็นความต้องการของคนที่มาหา พระองค์ มีความต้องการความช่วยเหลือ พระองค์ไม่ได้บอกให้คนเหล่านั้นรอก่อน หรือบอกกับพวกเขาว่า พระองค์ขอพักสักหน่อยก่อน แต่พระคัมภีร์ได้บอกว่า พระองค์ทรงสงสารเขาจึงได้รักษาคนป่วยของเขาให้หาย นี่คือหัวใจของพระเยซูที่สะท้อนออกมาให้เห็น เป็นการช่วยคนอื่นที่ลำบากกว่า เราเห็นสิ่งที่พระเยซูช่วยคนเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
1.ช่วยด้วยใจเมตตา (ข้อ13-14)
พระคัมภีร์บอกว่า “พระองค์ทรงสงสารเขา” การช่วยของพระเยซูมาจากใจที่มีความเมตตาสงสาร ไม่ได้มาจากหน้าที่ แม้พระองค์จะมาเพื่อช่วยคนทั้งหลายก็จริง แต่พระองค์ไม่ได้ทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ทำด้วยหัวใจที่รู้สึกสงสาร ที่เห็นความทุกข์ยาก เห็นความเจ็บป่วย เห็นความทรมานของคนเหล่านั้น ความสงสารที่พระเยซูมีนั้นมากกว่าความสะเทือนใจที่พระองค์ได้รับจากเหตุการณ์ของยอห์น พระเยซูได้เสียสละตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นก่อน แบบอย่างของพระเยซูถูกถ่ายทอดมาถึงอาจารย์เปาโล จนทำให้อาจารย์เปาโลเสียสละด้วย ท่านกล่าวว่า ท่านยอมเสียสละ เพราะข่าวประเสริฐ (ฟป.3:8) ดังนั้นการที่เราจะช่วยเหลืออะไรใครให้เราช่วยด้วยใจที่เมตตาสงสารเหมือนพระเยซู เพราะสิ่งที่เราทำลงไปจะไม่สูญเปล่า พระเจ้าจะทรงจดจำสิ่งที่เราทำเอาไว้ (1คร.15:58) อาจารย์เปาโลบอกว่า ให้เราทำทุกสิ่งด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ด้วยการฝืนใจ (2คร.9:7) ดังนั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไปให้เรารับเอาใจเมตตาของพระเยซูเข้ามา
2.ช่วยมากกว่าที่ขอ (ข้อ15-16)
ประชาชนเหล่านั้นที่มาหาพระเยซูเพื่อต้องการได้ยินคำสอนและการรักษาโรคจากพระเยซู คนเหล่านั้นไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านั้นอีกแล้ว เพราะพวกเค้ารู้ว่าการที่ได้ยินสิ่งที่พระเยซูสอนพวกเค้าก็มากพอสำหรับเขาแล้ว ทำให้พวกเขามีความสุขและมีความอิ่มเอมใจมากพอแล้ว แต่สาวกของพระเยซูก็มาบอกว่าเวลานี้ก็เย็นมากแล้ว ขอให้พระเยซูปล่อยให้พวกเขากลับบ้านไปเถอะ เพราะว่าที่นี่กันดานอาหาร พระเยซูจึงได้บอกให้สาวกเลี้ยงอาหารคนเหล่านั้น ซึ่งนับเฉพาะผู้ชายได้ 5000 คน พระเยซูช่วยคนเหล่านั้นมากกว่าที่พวกเขาคาดหวัง ช่วยในสิ่งที่จำเป็น ช่วยในเวลาที่เหมาะสม พระองค์ทำมากกว่าที่คิด พระเยซูสอนให้เราช่วยคนให้มากกว่าที่เขาขอจากเรา (มธ.5:40-42) เราต้องไวต่อความต้องการของคนอื่น เราต้องสังเกตและสนใจในความต้องการของคนอื่น เพื่อเราจะได้ช่วยเขาได้โดยไม่ต้องให้เขาร้องขอจากเรา
3.มองที่ความต้องการ (ข้อ17-21)
พวกสาวกมาบอกพระเยซูว่ามีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว สาวกคงคิดว่าอาหารแค่นี้จะพออะไรสำหรับคนตั้งมากมายขนาดนี้ เงินก็ไม่มีจะไปซื้ออาหาร แม้มีเงินก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน เพราะคงไม่มีใครเตรียมเอาไว้อย่างแน่นอน สาวกมองดูที่ความจำกัดของตัวเอง แต่พระเยซูมองที่ความต้องการของคนเหล่านั้น ซึ่งสิ่งที่พระเยซูมองเห็นต่างกับสิ่งที่สาวกมองเห็น เราต้องฝึกที่จะมองแบบพระเยซู มองที่ความต้องการไม่ใช่มองที่ความจำกัด เพราะพระเจ้าของเราไม่จำกัด อย่าติดอยู่ที่ความจำกัดของตัวเอง ในพระเจ้ามีทางออกเสมอ เราต้องพัฒนาความคิดของเราและเปลี่ยนให้ถูกต้อง พระเจ้าสามารถทวีคูณสิ่งที่เรามีอยู่ได้ จงมีความเชื่อ จงมองดูที่พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด
4.ช่วยจนถึงที่สุด (ข้อ22-23)
ไม่เพียงแต่พระเยซูจะรักษาโรคให้เขา เทศนาสั่งสอน หนุนใจ ให้กำลังใจ เลี้ยงอาหารพวกเค้าแล้ว พระเยซูยังทำมากกว่านั้นอีก คือยืนส่งคนเหล่านั้นที่กินอาหารเสร็จแล้วกลับบ้านจนหมด พระองค์ไม่ได้บอกกับคนเหล่านั้นว่า เมื่อท่านทั้งหลายกินเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปนะ เราจะไปพักผ่อนแล้ว พระองค์ไม่ได้กล่าวและทำเช่นนั้น พระองค์ส่งสาวกของพระองค์ไปพักผ่อนก่อน เพราะว่าพวกเขาเหนื่อยมามากแล้ว พระองค์รอส่งประชาชนจนหมด พระองค์ทำอย่างดีที่สุด ช่วยจนถึงที่สุด ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นภาระหนัก แล้วจึงขึ้นไปแสวงหาพระเจ้า อธิษฐานกับพระบิดาของพระองค์ พระเยซูรู้ว่าอาหารนั้นจำเป็นสำหรับร่างกาย จิตวิญญาณก็สำคัญ จึงบอกแก่เราว่า ให้เราแสวงหาอาหารนิรันดร์ด้วย (ยน.6:27) อย่างมัวแต่ที่จะช่วยคนในฝ่ายกายภาพเท่านั้น จงช่วยเหลือคนในฝ่ายวิญญาณด้วย จงช่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
ดังนั้นเราต้องขอให้เรามีวิญญาณ มีหัวใจเหมือนพระเยซูคริสต์ในการที่จะช่วยคนอย่างที่พระเยซูทำ ทำอย่างดีที่สุด ด้วยใจที่เมตตา ช่วยมากกว่าที่ขอ มองที่ความต้องการ ช่วยจนถึงที่สุด

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

04 สิงหาคม 2555

ดินสี่ประเภท


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2012

พระธรรม มัทธิว 13:1-23
พระเยซูได้กล่าวคำอุปมาให้กับคนต่างๆ ฟังในเวลานั้น แล้วพระองค์ก็บอกว่า “ใครมีหูจงฟังเถิด” ซึ่งคำอุปมานั้น ในภาษาเดิมหมายถึง “การวางไว้ข้างๆ” ซึ่งเป็นลักษณะของการเปรียบเทียบของสิ่งของสองสิ่ง ที่อาจจะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามหรือเหมือนกัน คำอุปมาที่เป็นเรื่องลักษณะเช่นนี้จะทำให้ง่ายต่อการจดจำ แต่จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อต้องใช้ความคิดและให้ความสนใจอย่างมาก พระเยซูจึงบอกกับสาวกว่าเป็น “ข้อความล้ำลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์” (มธ.13:11-13) พระเยซูได้เปรียบเทียบคนที่ได้ยินได้ฟังพระวจนะของพระองค์เป็นเหมือนดิน และพระวจนะเป็นเหมือนเมล็ดพืชที่ได้หว่านลงไป ซึ่งดินในตอนนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ดินแข็ง (มธ.13:4, 19)
ดินแข็ง หมายถึงคนที่มีใจแข็งกระด้าง ซึ่งเปรียบเสมือนถนนหนทาง ที่ทั้งคนและรถเหยียบย่ำลงไปอยู่เสมอ ทำให้บริเวณนั้นแข็ง เมื่อหว่านเมล็ดพืชลงไป เมล็ดก็ไม่สามารถที่จะฝังตัวลงไปได้ เมื่อลมพัดมาก็จะพัดเอาเมล็ดพืชนั้นไปเสีย หรือเมื่อนกบินผ่านมาเห็นเข้าก็มาจิกกินเสีย เมล็ดที่หว่านลงไปนั้นก็เปล่าประโยขน์ เช่นเดียวกับใจของคนที่แข็งกระด้าง เมื่อได้ยินได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า ก็ไม่ได้ซึมซับลงในจิตใจ ไม่ตอบสนองต่อพระวจนะนั้น อ.เปาโลเคยว่าพวกธรรมาจารย์เหมือนมีผ้าคลุมหน้าอยู่ เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้วก็ยังไม่เปิดผ้าออก (2คร.3:14-16) เหมือนมีม่านมาปิดบังตาใจของเขาอยู่ อย่าให้อะไรมาเป็นเหมือนม่านที่ปิดบังสายตาฝ่ายวิญญาณของเรา อย่างให้อะไรมาขัดจังหวะเราขณะที่เราฟังพระวจนะของพระเจ้า ให้เราไวต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานอยู่ในชีวิตของเรา หรืออย่าดับพระวิญญาณ (1ธส.5:19) อย่าให้ใจของเราดื้อรั้น (ฮบ.4:7) เพื่อใจของเราจะไม่แข็งกระด้างไปเป็นดั่งดินแข็ง
2. ดินปนหิน (มธ.13:5-6, 20-21)
ดินปนหิน หมายถึงดินที่มีหินปนอยู่ แต่มีเนื้อดินน้อย ซึ่งหมายถึงคนที่ตอบสนองดีแต่ไม่เอาจริงเอาจัง เมื่อได้ยินได้ฟังพระวจนะก็รับเอาทันทีทันใด แต่ไม่ลงลึกกับพระวจนะนั้น ไม่ได้ทำตามอย่างจริงจัง แต่เมื่อเจออุปสรรคปัญหาก็เลิก หรือเมื่อเจอการทดสอบทดลองเล็กๆ น้อยๆ ก็ตกลงไปสู่การทดลองนั้น ทำให้ชีวิตไม่ไปถึงไหนสักที เหมือนคนเมาเหล้า เดินไปข้างหน้าได้สามก้าว และก็เดินถอยหลังกลับมาสองก้าว ขณะที่คนอื่นเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว พระเยซูได้บอกว่าคนเช่นนี้ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า (ลก.9:62) เราจำเป็นที่จะต้องลงลึกกับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ เพื่อเราจะได้ก่อรากขึ้นในพระเจ้า (คส.2:7) เราจะต้องเป็นคนเอาจริงเอาจัง เราต้องอดทน และเอาชนะอุปสรรคและหรือการทดลองต่างๆ ให้ได้ เมื่อเราผ่านพ้นไปแล้ว เราจะเป็นคนที่เห็นการอวยพรจากพระเจ้า
3. ดินปนหนาม (มธ.13:7, 22)
ดินปนหนามหมายถึงดินที่มีต้นหนามหรือต้นไม้อื่นขึ้นปะปนอยู่ด้วย แต่ว่าต้นหนามหรือต้นไม้เหล่านั้นเจริญเติบโตและแข็งแรงกว่า ซึ่งต้นหนามก็ปกคลุมทำให้ต้นไม้หรือพืชอื่นที่งอกขึ้นไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ซึ่งหมายถึงคนที่เชื่อพระเจ้าแล้วแต่ยังมีความวิตกกังวลในสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ไว้วางใจในพระเจ้า มีความรักโลกและสิ่งของต่างๆ ในโลกอยู่ ทำให้ไม่สามารถตัดกิเลสตัญหาของตนเองออกไปได้ มีลักษณะเหมือนว่า รักพระเจ้าก็รัก รักความสบายและสมบัติในโลกก็รัก สวรรค์ก็อยากได้ แต่ก็อยากทำตามใจตนเอง พระเยซูบอกว่าไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ (มธ.6:24) เราจะต้องตัดสินใจเลือกที่จะเดินติดตามพระเจ้าหรือว่าทำตามใจตนเอง เราต้องตัดสินใจว่า เราจะไว้วางใจพระเจ้าหรือกระวนกระวายใจต่อไป เพราะเราไม่สามารถทำทั้งสองได้ในเวลาเดียวกัน จงไว้วางใจในพระเจ้า เพราะเรามีความจำกัด
4. ดินดี (มธ.13:8, 23)
ดินดี หมายถึงดินที่มีธาตุอาหารครบถ้วน มีองค์ประกอบต่างๆ ดี เมื่อปลูกพืชอะไรลงไปก็จะให้ผลผลิตดีตามมาด้วย ซึ่งหมายถึงคนที่มีจิตใจพร้อมที่จะตอบสนองและเชื่อฟัง และทำตามพระวจนะของพระเจ้า จิตใจมีการตอบสนองที่ดี เป็นคนใจเปิดพระวจนะของพระเจ้าว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น แม้อาจจะไม่เข้าใจแต่ก็ยินดีเชื่อฟัง คนประเภทนี้ใจเป็นเรื่องสำคัญ ให้เราระวังรักษาใจของเราให้ดี เพราะชีวิตเริ่มต้นที่ใจ (สภษ.4:23) ใจเขาเราตอบสนองมากเท่าไหร่ เราก็จะเกิดผลเท่านั้น พระเจ้าะใหญ่เท่าไหร่ก็เท่ากับใจของเราที่มีต่อพระเจ้านั่นเอง พระวจนะของพระเจ้าจึงบอกว่า เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง นั่นแสดงว่า เราแต่ละคนจะเกิดผลไม่เท่ากันได้ ขึ้นอยู่กับตัวเรา ขึ่นอยู่กับการตอบสนองของเรา ไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า
ดังนั้นให้เราเป็นคนที่ตอบสนองพระวจนะของพระเจ้า ให้ใจของเราเปิดรับพระวจนะของพระเจ้าแม้ว่าเวลานี้เรายังทำตามที่พระวจนะของพระเจ้าบอกไม่ได้ก็ตาม แต่เราตัดสินใจที่จะกระทำตามนั้นก่อนและเมื่อวันเวลาผ่านไปเราเข้าใจมากขึ้นเราก็สามารถที่จะทำตามได้มากขึ้น แม้ว่าวันนี้เรายังไม่สมบูรณ์แต่พระเจ้าก็ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นให้เราเข้ามาหาพระเจ้าขอรับการช่วยเหลือจากพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

23 มิถุนายน 2555

ยิ่งใหญ่แต่สุภาพ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2012

พระธรรม มัทธิว 12:15-21
พวกฟาริสีพยายามจับผิดพระเยซูและสาวกเรื่องการเด็ดรวงข้าวในวันสะบาโตและเรื่องการรักษาโรคในวันสะบาโต แต่พระเยซูได้ชี้แจงหลักการเบื้องหลังของวันสะบาโตโดยการยกตัวอย่างเรื่องของดาวิดที่กินขนมปังหน้าพระพักตร์และการทำงานของปุโรหิตในวันสะบาโตมาให้เห็นว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นที่ยอมรับของพวกฟาริสีมิใช่หรือ ทำไมเมื่อพระองค์ทำอย่างเดียวกันจึงบอกว่าเป็นการผิด พวกฟาริสีจึงรู้สึกโกรธและไม่พอใจเป็นอย่างมากจึงหาทางที่จะฆ่าพระเยซูให้ได้ เมื่อพระเยซูรู้เช่นนั้นก็พระองค์มิได้ตอบโตด้วยความรุนแรงกลับไปแต่ตรงกันข้ามพระองค์กลับเลือกที่จะหลบออกไปและทำการรักษาคนเจ็บคนป่วยให้หายต่อไป พระองค์เลือกที่จะทำสิ่งที่ถูกมากกว่าการตอบโต้อย่างรุนแรง พระองค์ไม่ใช้วิธีการกดขี่แต่เลือกการที่จะถ่อมใจ ซึ่งทำให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่แฝงอยู่ในความสุภาพ ดังนี้
1. ความยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ (มธ.12:18, 21)
1.1 เป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกสรร (มธ.12:18) พระเยซูเป็นพระบุตรที่ได้รับการเลือกสรรไว้ เพื่อไถ่บาปคนเป็นอันมาก พระเจ้าได้กำหนดพระเยซูเอาไว้สำหรับการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นคนเดียวที่จะช่วยประชาชาติทั้งหลายได้ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรเราไว้ให้มาเป็นลูกของพระองค์ ถือเป็นความยิ่งใหญ่สำหรับเราทุกคน เราเป็นคนพิเศษที่พระเจ้าทรงเลือกเรา ไม่ใช่ว่าเราดีกว่าคนอื่น หรือมีความสามารถมากกว่าคนอื่น แต่เราเป็นคนพิเศษที่พระเจ้าเลือกเรา เพื่อการพิเศษของพระเจ้าคือนำคนมาถึงความรอด
1.2 เป็นผู้ที่เต็มไปด้วยการเจิม (มธ.12:18) พระเจ้าได้เอาพระวิญญาณของพระองค์สวมทับพระเยซูเอาไว้เพื่อให้พระเยซูเต็มด้วยด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า การเจิมหรือการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณทำให้เกิดความแตกต่าง นำมาซึ่งฤทธิ์อำนาจ ไม่ว่าการเจิมนั้นจะเกิดขึ้นกับผู้ใด ทำให้ผู้นั้นเกิดความแตกต่างไปจากเดิมและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าก็จะมาอยู่เหนือผู้นั้น เราเห็นพระเยซูเต็มไปด้วยการเจิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ที่พระองค์รับบัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน พระองค์ก็สามารถเอาชนะมารซาตานมาได้ตลอด พระองค์ขับผี รักษาโรคต่างๆให้หาย การเจิมต้องนำมาซึ่งพระพรไม่ใช่การทำลาย เราต้องขอให้พระเจ้าเติมเราให้เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเราจะได้เป็นพรเพื่อคนทั้งหลาย
1.3 เป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรม (มธ.12:18) พระองค์ประกาศและประทานความยุติธรรมให้กับบรรดาประชาชาติ พระองค์จะพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม พระองค์จะไม่มีความลำเอียง เราทุกคนต้องรายงานตัวต่อพระองค์ที่หน้าบัลลังค์ เราไม่สามารถที่จะหลบหนีหรือโกหกได้ ทุกสิ่งต้องปรากฎขึ้นในวันแห่งการพิพากษา เราต้องเตรียมตัวของเราให้พร้อมสำหรับการรายงานตัวของเรา
1.4 ผู้เป็นความหวังของบรรดาประชาชาติ (มธ.12:21) ไม่เพียงแต่เป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมแล้วยังเป็นความหวังของบรรดาประชาชาติทั้งหลายหมดโลกนี้ มนุษย์ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับสิ่งใดได้นอกจากฝากไว้กับพระเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะพระองค์ผู้เดียวที่สามารถยกโทษความผิดบาปของเราได้ ให้ความรอดกับเราได้ เราต้องเปิดใจออกยอมรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราต้องตอบสนองพระองค์อย่างถูกต้อง ไม่มีพระเยซูไม่มีความหวังใจ ไม่มีความรอด ต้องตกนรกบึงไฟเท่านั้น
2. ความสุภาพของพระเยซูคริสต์ (มธ.12:15-16, 19-20)
แม้พระเยซูจะเป็นผู้ที่มีความยิ่งใหญ่แต่พระองค์กลับแสดงความถ่อมสุภาพอย่างชัดเจน พระองค์ไม่ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ พระองค์เลือกทำในสิ่งที่ดี คือช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน พระเยซูไม่ได้อ่อนแอหรือขลาดกลัว แต่พระองค์เลือกที่จะสุภาพอ่อนโยน เราเห็นการแสดงออกของพระองค์ดังนี้
2.1 ไม่ต่อสู้กับผู้ที่มุ่งร้าย (มธ.12:15, 19) พวกฟาริสีคิดหาทางฆ่าพระเยซู แต่เมื่อพระองค์ทรงทราบก็ทรงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า พระองค์ไม่ต้องการที่จะทะเลาะกับใคร เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไร ความรุนแรงไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหา พระองค์ไม่ใช่ความรุนแรง เปโตรบอกว่าอย่าตอบแทนการร้ายด้วยการร้ายแต่ให้อวยพรเขา (1ปต.3:9) ความถ่อมใจแท้คือการตอบสนองต่อความรุนแรงด้วยความสุภาพและทำสิ่งที่ดี อ.เปาโลบอกว่า อย่าแก้แค้นเลยถ้าศัตรูของท่านหิวจงให้อาหารเขารับประทาน (รม.12:20) ฝากการแก้แค้นไว้กับพระเจ้า แต่จงทำสิ่งที่ดีอยู่เสมอ
2.2 ไม่แสวงหาเกียรติยศชื่อเสียง (มธ.12:15-16, 19) พระเยซูรักษาคนเจ็บคนป่วยมากมายและสั่งไม่ให้เขาไปบอกกับผู้ว่าพระองค์คือผู้ใดและใครรักษาให้ เพราะว่าพระองค์ไม่ต้องการได้รับเกียรติยศชื่อเสียง แต่คนส่วนใหญ่วิ่งหา เพราะว่าบรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้าและบรราศักดิ์ศรีของเขาก็เป็นเสมือนดอกหญ้าที่จะเหี่ยวแห้งไป (1ปต.1:24) ศักดิ์ศรีไม่ได้มาจากที่คนอื่นมอบให้แต่มาจากการกระทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องของเราเอง จงถ่อมใจและยกพระองค์ขึ้นให้สูงที่สุดในชีวิตของเรา เมื่อความถ่อมใจมาถึงการลงโทษก็ออกไป (2พศด.32:24-26) ให้เราถ่อมใจยินดีทำสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าต่ำต้อย (รม.12:16) แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ (รม.12:3) อย่าแสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงเพื่อตัวเอง แต่จงให้พระเจ้า
2.3 อ่อนโยนต่อผู้ที่ชอกช้ำ (มธ.12:20) คนที่ชอกช้ำคนที่สิ้นหวังพระองค์จะทรงให้ชีวิตใหม่ คนที่เดือดร้อนพระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือ นี่คือความอ่อนโยนที่พระองค์ทรงแสดงออกมา พระองค์ไม่ซ้ำเติมคนที่กำลังเดือดร้อน แต่กลับให้ความช่วยเหลือ ให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้สิ่งที่เขาต้องการ เราเป็นลูกของพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกสรรเรามา และทรงไถ่เราด้วยราคาแพง เราจะต้องตอบสนองต่อพระองค์ด้วยการแสดงออกถึงความอ่อนโยน สุภาพ ให้การช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงถึงความเข้าแข็งในพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ