แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศนา แสดงบทความทั้งหมด

28 ธันวาคม 2555

ความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2012

พระธรรม 1 ทิโมธี 1:15-16
ความจริงทำให้คนเราเข้าใจอะไรมากขึ้น เมื่อเรารู้ความจริงก็ทำให้เราเข้าใจ ความจริงมีมากมายหลายเรื่องราว แต่จะมีความจริงใดจะมีผลกับชีวิตของเรามากที่สุด นอกจากความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส วันคริสต์มาส หรือเทศกาลแห่งความสุข นับได้ว่าเป็นเทศกาลเดียวในโลกก็ว่าได้ ที่ทุกประเทศในโลกต่างจัดงานเฉลิมฉลองในเทศกาลนี้ ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งต่างตกแต่งประดับประดาด้วยต้นคริสต์มาสและไฟ เปิดเพลงคริสต์มาสตลอดช่วงเทศกาลนี้ แต่การฉลองคริสต์มาสจะมีผลกับชีวิตของเราอย่างแท้จริงได้จะต้องเข้าใจความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาสก่อนว่าเป็นอย่างไร 3 ประการ
1. มนุษย์เป็นคนบาป (ข้อ15)
พระเยซูมาเกิด เพื่อช่วยคนบาปให้รอด ความบาปทำให้มนุษย์ถูกแยกจากพระเจ้า และต้องตกลงไปสู่บึงไฟนรก มีพระคัมภีร์หลายตอนที่บ่งบอกว่ามนุษย์เป็นคนบาป เช่น มธ.7:11 ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป หรือ ลก.11:13 เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป หรือ รม.5:8 คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา และ รม.3:23 บอกว่า เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า นี่คือความจริงประการแรก คือมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ดังนั้นการฉลองคริสต์มาสจะมีผลต่อชีวิตของเราอย่างท้จริง เราจะต้องตระหนักว่า เราเป็นคนบาป ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่ว่าเราจะจัดงานฉลองใหญ่โตแค่ไหน การแสดงยิ่งใหญ่อย่างไร ตกแต่งสวยงานเพียงใด ถ้าเราไม่เข้าใจความจริงที่ว่า เราเป็นคนบาป วันคริสต์มาสก็ไม่ได้มีผลกับชีวิตของเราเลย
2. พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยเรา (ข้อ16)
ไม่เพียงความจริงประการแรกที่บอกว่า มนุษย์เป็นคนบาป ความจริงประการที่ 2 คือ พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยเรา พระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตายไถ่บาปเราที่กางเขน มีพระคัมภีร์หลายข้อที่บอกความจริงนี้แก่เรา เช่น ลก.2:11 เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้ามาบังเกิด หรือ 1ทธ.1:1 จากเปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คือพระเยซูคริสต์ หรือ 2ทธ.1:10 บัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ประจักษ์ โดยการที่พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้เสด็จมา หรือ ตต.1:4, 2:13, 3:6 และ 2ปต.1:1 เป็นต้น นี่คือความจริงประการที่สอง คือ พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยของเรา พระองค์มาเกิดเพื่อช่วยเราให้พ้นบาปกรรม ให้หลุดพ้นจากเวรกรรมต่างๆ ที่เราได้กระทำมา เมื่อเรายอมรับความจริงนี้ วันคริสต์มาสก็จะมีความหมายกับชีวิตของเรา ความจริงทำให้เราตาสว่าง ความจริงทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราต้องยอมรับความจริงดังกล่าว
3. พระเจ้าประทานความรอดและชีวิตนิรันดร์ให้กับเรา (ข้อ16)
พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์และตายเพื่อที่จะให้ชีวิตกับเราและเป็นชีวิตนิรันดร์ คือไม่ต้องถูกพิพากษาที่บึงไฟนรกเพราะความบาปที่เราทำ เป็นชีวิตใหม่ ชีวิตที่ปราศจากบาป ชีวิตที่ชอบธรรม มีพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น ยน.3:36 ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ หรือ ยน.5:24 ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ หรือ ยน.6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตรและวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ หรือ ยน.6:47, รม.5:21, 6:22 เป็นต้น พระเยซูมาเกิดเพื่อเราจะได้รับความรอด รับชีวิตนิรันดร์ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายในวันที่สาม พระองค์มีชัยชนะเหนือความตาย ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ นี่คือความจริงประการที่ 3 คือ พระเจ้าประทานความรอดให้กับเรา ดังนั้น การจะฉลองวันคริสต์มาสอย่างมีความหมาย และมีผลกับชีวิตของเราอย่างแท้จริงเราจะต้องเข้าใจความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส และให้เราฉลองด้วยความเชื่อในพระองค์ และวันคริสต์มาสจะเป็นวันแห่งความหวัง วันแห่งความสว่าง วันแห่งความสุขสำหรับทุกคน

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

11 ตุลาคม 2555

ใกล้เกลือกินด่าง

ผมจะพยายามเอาสรุปคำเทศนาที่ขาดหายไปมาอัพเดทให้นะครับ ซึ่งอาจจะไม่เรียงตามลำดับที่เทศนไปก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2012
เทศนาเรื่อง ใกล้เกลือกินด่าง
พระธรรม มัทธิว 13:53-58
ตามประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ในพระพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของพระเยซูมีไม่มากนัก เพียงแต่บอกให้รู้ว่าพระเยซูเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เกิดที่ไหน และทำอะไรบ้างเพียงเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถที่จะสอนให้เราเข้าใจถึงความจริงบางประการของมนุษย์เราได้ แม้ว่าพระเยซูจะเป็นพระเจ้าและมีความรักความห่วงใยคนในบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์มากมายขนาดไหนก็ตาม แต่เพราะว่าคนในชมชนนั้นมีความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างในจิตใจของพวกเค้า ทำให้ความรักที่พระเยซูมีต่อพวกเค้าแม้จะมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถที่จะรับเอาไปได้ เพราะว่าใจของพวกเขามีอคติ เราเห็นผลเสียที่จะเกิดขึ้นเมื่อคนเรามีใจอคติ 2 ประการคือ
1. อคติทำให้ใจปิด (ข้อ54-57)
คนในชุมชนของพระองค์ได้พูดคุยกันหลังจากได้เห็นปัญญาและการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำท่ามกลางพวกเขา ว่า คนนี้เป็นลูกช่างไม้ไม่ใช่หรือ พ่อแม่และน้องๆ ชายหญิงของเขาเราก็รู้จัก และไปเอาสติปัญญาอย่างนี้มาจากไหน ความจริงมาจากไหนไม่สำคัญเท่ากับใจที่เปิดออก แต่พวกนี้ใจปิด จึงหาเรื่องที่จะไม่ยอมรับ และกลับไปดูที่พื้นภูมิของพระเยซู ว่าเป็นเทือกเขาเหล่ากอมาจากช่างไม้กระจอกๆ หาเหตุผลมาอ้างเพื่อจะไม่ยอมรับ ความจริงแล้วเราไม่สามารถรับด้วยปัญญาของโลกหรือของตนเอง (1คร.1:21-24) สิ่งที่ทำให้ใจของเราปิด ก็เพราะว่าเราไปฟังคำซุบซิบนินทา ไปรับฟังสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้องและก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าสอนให้เราเชื่อในส่วนดีเอาไว้ก่อน (1คร.13:7) หรือบางคนมีจิตใจที่ไม่ดีเป็นทุนอยู่แล้ว ชอบดูถูกคนอื่น (1ซมอ.17:33, 42-43) มองแง่ลบ มองคนแต่ภายนอก พระเจ้าสอนให้เรามองที่ภายใน (1ซมอ.16:7) หรือบางครั้งประสบการณ์ในอดีตทำให้เรามีอคติและใจปิด อย่าติดยึกอยู่กับอดีต จงวางใจในพระเจ้า (สภษ.3:6) อย่าให้ใจของเรามีอคติ อย่าฟังคำของคนอื่นจนทำให้ใจของเราบอด จงเปิดใจออกยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง
2. อคติทำให้พระพรหาย (ข้อ58)
ทัศนคติเป็นประตูสู่พระพร เราจะเปิดไปสู่พระพรหรือเราจะปิดประตูก็ขึ้นอยู่กับเรา เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราให้ถูกต้องอย่างพระเจ้า อย่าเอาทัศนคติหรือมาตรฐานของมนุษย์มาใช้กับพระเจ้าเพราะว่าบางครั้งมันใช้กันไม่ได้ ถ้าใจของเราปิด เราก็ต้องเปิดใจของเราออก เราต้องเอาชนะมันให้ได้ หลายคนอาจจะมีคำถามว่าแล้วจะเอาชนะได้อย่างไร ประการที่สำคัญก็คือ อย่าด่วนสรุป เมื่อเราได้ยินอะไรมา หรือได้เห็นอะไรมา อย่าพึ่งด่วนสรุปว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ต้องมีการตรวจสอบสิ่งที่เราได้ยินมา หรือได้เห็นมา ว่าสิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่ โดยการสอบถามจากคนที่เกี่ยวข้อง อย่างมองเพียงแค่ผิวเผิน หรือมองแต่ภายนอก แต่ให้เรามองที่ท่าทีภายในมากกว่าเนื้อหาเท่านั้น เพราะถ้าใจเราไม่มีอคติแล้ว พระพรก็จะไหลมาหาเราอย่างมากมาย
ดังนั้นอย่าให้เราเป็นเหมือนอย่างชาวนาซาเร็ธ ที่เปรียบเหมือนใกล้เกลือกินด่าง เพราะพระพรมาอยู่ต่อหน้าแต่กลับมองไม่เห็นเพราะใจอคติ ไม่เปิดรับพระพร มองแง่ลบ ติดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

22 พฤษภาคม 2554

นมัสการพระเจ้าร่วมกับคริสตจักรมหาชล


วันนี้คริสตจักรแห่งสันติภาพได้มีโอกาสร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรมหาชล โดยมีการเทศนาพิเศษโดยท่าน อ.ปีเตอร์ แวกเนอร์ Dr.C Peter Wagner ที่มีโอกาสมาบรรยายพิเศษให้กับเราและมีพี่น้องจากคริสตจักรอื่นๆมาร่วมการนมัสการในเช้าวันอาทิตย์นี้

05 พฤศจิกายน 2553

อธิษฐานแบบพระเยซู


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2010
เทศนาเรื่อง “อธิษฐานแบบพระเยซู”
พระธรรม มัทธิว 6:9-16

                 พระธรรมตอนนี้เป็นคำสอนของพระเยซูเรื่องอย่าทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น แต่ต้องทำด้วยท่าทีภายในที่ถูกต้อง ตอนนี้พระเยซูสอนเรื่องการอธิษฐาน บางคนอาจจะจำตัวอย่างคำอธิษฐานตอนนี้ไปอธิษฐานในลักษณะท่องจำ หรือเป็นบทสวด การอธิษฐานที่ถูกต้องไม่ใช่เป็นการท่องจำ หรืออธิษฐานอย่างไรความหมาย แต่สิ่งที่เราพูดหรืออธิษฐานออกมานั้น ต้องออกมาจากความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ รู้สึกอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น ทุกคำพูดหรือคำอธิษฐานมีความหมาย จึงจะทำให้คำอธิษฐานของเรามีความหมาย ไม่เพียงเท่านั้น พระเยซูยังสอนหลักการที่สำคัญให้เราอีกผ่านตัวอย่างการอธิษฐานของพระเยซูตอนนี้ ผมจะให้ชื่อคำเทศนาตอนนี้ว่า “อธิษฐานแบบพระเยซู” มีหลักการที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
1 อธิษฐานต่อพระบิดา (v9)
พระเยซูเริ่มคำอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดา” ซึ่งเป็นการยกย่องพระเจ้าเป็นพระบิดาผู้มีสิทธิอำนาจ ต่อมาได้กล่าวว่า “ผู้ทรงสถิตในสวรรค์” ซึ่งบ่งบอกถึงการที่พระเจ้าทรงอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ต่อมาได้กล่าวว่า “ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่สักการะ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการยกย่องพระเจ้าขึ้นสูง ตัวอย่างคำอธิษฐานของพระเยซูมีแต่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง โดยยกพระเจ้าให้สูงขึ้น ดังนั้นการอธิษฐานของเราศูนย์กลางต้องอยู่ที่พระเจ้าไม่ใช่สิ่งอื่นใด หรือมนุษย์คนไหน พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่สูงสุดในทุกเวลาและสมควรได้รับการสรรเสริญ (สดด.96:4) เมื่อเรารู้จักพระเจ้าของเราอย่างแท้จริงแล้ว และท่าทีของเราถูกต้อง คำอธิษฐานของเราก็จะถูกต้องด้วย แต่อย่างอย่างไรก็ตามพระเจ้ามีเอกสิทธิ์ที่จะตอบคำอธิษฐานของเราด้วย เราไม่สามารถจะบังคับให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเราได้ ดังนั้นเมื่อเราอธิษฐานเราต้องยกให้พระเจ้าเป็นผู้พิจารณาว่าจะตอบเราอย่างไรหรือไม่ แต่ให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จได้ (มธ.19:26) สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้แต่พระเจ้าทำได้ (ลก.18:27)
2 อธิษฐานตามน้ำพระทัย (v10)
หมายถึง การอธิษฐานขอให้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสวรรค์เกิดขึ้นในโลกด้วย ขอให้สิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดานั้นสำเร็จตามแผนการของพระองค์ คือการนำความรอดไปสู่คนหมดโลกนี้ นั่นคือการครอบครองของพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่ใช่อธิษฐานขอตามใจเรา แต่ตามใจพระเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราอธิษฐานขอในสิ่งที่เราต้องการไม่ได้ เรายังสามารถอธิษฐานขอในสิ่งที่เราต้องการได้อยู่ แต่ต้องไม่บังคับพระเจ้าให้ตอบสนองตามใจของเรา เราเห็นตัวอย่างของพระเยซูคริสต์ที่อธิษฐานต่อพระบิดาที่สวนเกทเสมนี ก่อนที่พระองค์จะถูกจับ ถึง 3 ครั้ง ว่า “โอ้พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์” (มธ.26:39) เมื่อพระเยซูยังพร้อมที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตย์ในสวรรค์ เราเองก็ควรที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระบิดาเช่นเดียวกัน สิ่งที่เราควรปรารถนามากที่สุดไม่ใช่โลกนี้ เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าไม่ใช่การกินและการดื่ม “แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดี” (รม.14:17) ใครก็ตามที่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเยซูถือว่าผู้นั้นเป็นพี่น้องชายหญิงของพระองค์ (มก.3:35) ดังนั้นเมื่อเราดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว เวลาเราอธิษฐานขอสิ่งใดเราก็จะอธิษฐานขอตามน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน
3 อธิษฐานในเรื่องที่จำเป็นของชีวิต (v11)
การอธิษฐานไม่เพียงเฉพาะการขอที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าท่านนั้น แต่พระเจ้าเห็นถึงความจำเป็นในชีวิตของเรา เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่เราสามารถทูลขอจากพระเจ้าได้ แต่ตรงกันข้ามเรากลับไม่ได้อธิษฐานทูลขอจากพระเจ้า เพราะเราอาจจะคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องดูแลเราอยู่แล้ว หรือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องได้รับ จึงไม่ค่อยมีใครอธิษฐานทูลขอจากพระเจ้า นอกจากจะอธิษฐานขอพระคุณเท่านั้น ความเป็นจริงแล้วเราควรทูลขอจากพระเจ้าสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของเราทุกวันด้วย แต่ทุกครั้งเราจะต้องอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างมีความหมาย ไม่ใช่เป็นแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่บ่อยครั้งที่เราอธิษฐานเรามักจะอธิษฐานทูลขอสิ่งที่เกินความจำเป็นในชีวิตของเราเป็นส่วนใหญ่ หรือบางครั้งเราอธิษฐานขอจากพระเจ้าก็จริงแต่เราคาดหวังคำตอบจากมนุษย์ บางคนอาจจะติดนิสัยเกรงใจ ไม่ขออะไรจากใครเพราะว่าเกรงใจ จึงไม่ได้อธิษฐานทูลขอจากพระเจ้าด้วยเพราะเกรงใจ พระเจ้าไม่ต้องการให้เราเกรงใจในการอธิษฐานทูลขอจากพระองค์ แต่เราต้องให้สิทธิ์ในการตอบคำอธิษฐานกับพระองค์มากกว่า ดีที่สุดเมื่อเราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อนพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งต่างๆ ให้กับที่จำเป็นในชีวิตให้กับเราเอง (มธ.6:31-33) โดยที่เราบางครั้งเราเพียงแต่คิดในใจเท่านั้นพระเจ้าก็ประทานให้กับเราแล้ว เพราะพระเจ้ารู้ถึงความจำเป็นในชีวิตของเรา ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิต ได้อธิษฐานทูลขอจากพระเจ้าขอให้มีเพียงพอ ไม่ต้องมากหรือน้อยเกิดไป (สภษ.30:8-9) จงแสวงหาพระเจ้าและวางใจในพระเจ้า พระองค์จะทรงดูแลเรา ลูกหลานของเราจะไม่มีใครเป็นขอทาน (สดด.37:23-25)
4 อธิษฐานสารภาพบาป (v12, 14-15)
การสารภาพบาปเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระเยซูสอนให้เราอธิษฐานสารภาพบาปและยกโทษให้กับคนที่ทำผิดกับเรา โดยเริ่มต้นในข้อ 12 ว่า “และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์” ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญอย่างมาก เมื่อเราสารภาพบาปของเรา กำแพงแห่งความสัมพันธ์ก็จะถูกพังทลายลง ไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรากับพระเจ้าได้อีกต่อไป ดังนั้นเราควรสารภาพบาปของเราทุกวัน การสารภาพบาปไม่เพียงแต่เป็นการขอการยกโทษเท่านั้น แต่เป็นกุญแจหลักของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งตั้งอยู่บนเงื่อนไข คือการให้อภัย ไม่ใช่เราเรียกร้องขอการยกโทษจากพระเจ้า แต่เราไม่ให้อภัยคนอื่นที่ทำผิดกับเรา ทุกครั้งที่เราอธิษฐานเราต้องมั่นใจว่า เรามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับพระเจ้า ซึ่งดูได้จากความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นว่าเป็นอย่างไร เมื่อเราให้อภัยคนอื่นพระเจ้าก็ให้อภัยเรา (มธ.6:14-15) เพราะว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งการให้อภัย ไม่ว่าความผิดบาปของเราจะมากมายสักเพียงใด พระองค์ก็สามารถยกให้กับเราจนหมดสิ้น พระองค์จะชำระเราให้สะอาด (อสย.1:18) เราต้องรักษาชีวิตของเราให้ไกลจากบาปอยู่ตลอดเวลา ต้องสารภาพบาปอยู่เสมอๆ
5 อธิษฐานขอการปกป้อง (v13)
พระเยซูสอนว่า เวลาเราอธิษฐานให้ขอพระเจ้าปกป้องให้เราพ้นจากการทดลองและสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง เนื่องจากศัตรูของเรา คือผีมารซาตาน เรามองไม่เห็น และมันมีกลยุทธ์มากมายที่จะนำมาล่อลวงเราให้หลง เราไม่สามารถต่อสู้กับผีมารซาตานได้ด้วยกำลัง หรือศาสตราวุธฝ่ายโลกได้ เราจะต้องพึ่งพาในฤทธิ์เดชของพระเจ้า แม้ดูเหมือนว่าบางครั้งเราเข้มแข็ง เราเติบโต แต่ความจริงแล้วเรายังอ่อนแออยู่ พระเยซูเตือนเราว่า ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน” เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนอยู่ (มธ.26:41) เราต้องเฝ้าอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้าให้เรามีชัยชนะเหนือการทดลอง มีชัยชนะเหนือผีมารซาตาน มีชัยชนะเหนือความบาป ปกป้องเราให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง
ทั้ง 5 ประการนี้เป็นตัวอย่างคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ ที่สอนเราให้เข้าใจการอธิษฐานที่ถูกต้อง เพื่อเราจะสามารถดำเนินชีวิตในโลกนี้ให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่ว่าเราทำสิ่งใดสิ่งนั้นถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อเราจะได้เป็นเหมือนตะเกียงที่ตั้งอยู่บนเชิงตะเกียงและส่องสว่างให้กับคนทั้งหลาย ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงเรียกเราทั้งหลายให้มาเป็นสาวกของพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ