แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื่อฟัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื่อฟัง แสดงบทความทั้งหมด

18 มกราคม 2556

ความสำเร็จแบบพระเจ้า


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2013

พระธรรม ยนห์น 21:6

ความสำเร็จเป็นความปรารถานาของทุกคน แต่ความสำเร็จที่เราได้รับนั้นเป็นแบบไหน เป็นความสำเร็จที่ทำให้เรามีความสุข หรือว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ เป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนถาวรหรือว่าเป็นความสำเร็จที่ชั่วครั้งชั่วคราว เป็นความสำเร็จที่ได้มาจากการทำลายคนอื่นหรือไม่ หลายคนถูกมองว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแต่เจ้าตัวบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดว่าความสำเร็จคืออะไร คนมากมายทุ่มเทเวลา แรงกาย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตให้กับบางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าจะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จ ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ดังที่ตั้งใจไว้ ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนเราจะทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จ เราจะทำอย่างไร พระคัมภีร์ได้ให้หลักการแห่งความสำเร็จเอาไว้มากมายหลายตอน แต่สำหรับพระธรรมยอห์น ได้ให้หลักการที่สำคัญไว้ 2 ประการคือ

1. การเชื่อฟัง (ยน.21:6)
สาวกของพระเยซูเชื่อฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสบอกกับพวกเขา เขาก็หย่อนอวนลงทางด้านขวาเรือตามที่พระองค์ทรงตรัส เป็นที่น่าแปลกใจอย่างมาก เพราะการที่อดีตชาวประมงอย่างพวกสาวกของพระองค์หย่อนอวนลงไปนั้นมันขัดกับหลักการจับปลาของชาวประมงอย่างพวกเขา เพราะชาวประมงรู้ดีว่าปลาตัวใหญ่จะอยู่ที่ไหน และจะออกหากินในเวลาไหน เพราะว่าพวกเขาทำอาชีพนี้มาตลอดชีวิตของพวกเขาและบรรพบุรุษของพวกเขา พระเยซูเรียกเปโตรกับน้องชายที่กาลิลี (มธ.4:18-20) ต่อมาก็เรียกยากอบกับยอห์นในที่ใกล้ๆ กัน (มธ.4:21-22) คนเหล่านี้รู้ดีว่าปลาใหญ่จะอยู่ที่น้ำลึกและออกหากินในเวลากลางคืน แต่พระเยซูให้พวกเขาหย่อนอวนลงขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้จะถึงฝั่งแล้ว แม้บางฉบับอาจจะให้ถอยเรือออกไปหน่อยหนึ่ง (ลก.5:4) เมื่อเขาหย่อนอวนลงและเอาขึ้นปรากฎว่าได้ปลาเป็นจำนวนมากอวนแทบปริ (ลก.5:6-7) การเชื่อฟังพระเจ้าแม้อาจจะดูเหมือนขัดกับความรู้สึก ขัดกับธรรมชาติ แต่ถ้าพระเจ้าบอกให้ทำอะไรแล้วเราเชื่อฟังสิ่งนั้นก็จะสำเร็จได้ พระเจ้าต้องการให้เรามีวิญญาณแห่งการเชื่อฟัง พระเจ้าบอกให้เราเชื่อฟังพระเยซู (มธ.17:5) พระเยซูเป็นแบบอย่างแห่งการเชื่อฟัง (ยน.4:34) ยอมเชื่อฟังจนกระทั่งที่กางเขนก็ยังเชื่อฟังอยู่ (ฟป.2:8) พระคัมภีร์สอนให้เราเชื่อฟังพ่อแม่ตามหลักการพระคัมภีร์ (อฟ.6:1) พระเจ้าสัญญาว่าถ้าเราเชื่อฟังพระองค์พระพรมากมายจะมายังชีวิตของเรา (ฉธบ.28:1-12) การเชื่อฟังเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จตามแบบของพระเจ้า และสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การมีสิ่งต่างๆ ในโลกมากมายแต่การมีชีวิตนิรันดร์สำคัญที่สุด เพราะถ้าเราได้สิ่งของหมดโลกแต่ต้องตกนรกมีประโยนช์อะไร (มธ.16:26) นี่คือความสำเร็จแบบพระเจ้า คือ การเชื่อฟัง

2. การทำตาม (ยน.21:6)
เมื่อพระเยซูบอกให้เขาหย่อนอวนลงทางด้านขวาเรือ พวกเขาก็ทำตามที่พระองค์ทรงบอกนั้นทุกประการ ไม่ว่าให้ทำอะไรพวกเขาทำตามหมด บางคนอาจจะบอกว่าไม่เสียหาอะไรที่จะลองทำตามเพราะทำมาทั้งคืนแล้วก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าเรามองให้ดีเราจะพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลงอวนและเก็บอวน และไม่ใช่ทำคนเดียวได้จะต้องช่วยกัน แต่พวกสาวก็ทำตามที่พระองค์ทรงตรัสนั้น การเชื่อฟังถ้าไม่มีการประพฤติตามนั้นก็ไร้ผล (ยก.2:26) ความสำเร็จแบบพระเจ้าจะเกิดขึ้นได้ไม่เพียงเพราะการเชื่อฟังเท่านั้น แต่ต้องมีการทำตามความเชื่อนั้นด้วย หากไม่ทำตามก็หาความสำเร็จไม่ได้ บางครั้งอาจเกิดผลเสียมากมายตามมาก็ได้ (ลก.6:49) พระเจ้าให้เราทำแล้วเราจะได้รับ (มธ.7:7-8) พระเยซูทำตามพระทัยของพระบิดาและการงานที่ทำก็สำเร็จ (ยน.4:34) ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าดีที่สุด เพราะจะนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตของเรา เมื่อพระเจ้าเรียกให้เราทำสิ่งใดให้เราเชื่อฟังและทำตามที่พระเจ้าเรียก ทำตามที่พระองค์ทรงบอกให้เราทำ เราเห็นเหตุการณ์เกิดอัศจรรย์ครั้งแรกของพระเยซูที่งานเลี้ยงแต่งงานที่หมู่บ้านคานา พระองค์ทรงเปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นน้ำเหล้าองุ่นรสชาดดีได้เพราะ สาวใช้เชื่อฟังและทำตามที่พระองค์ทรงบอก (ยน.2:5) ดังนั้นการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอาศัยเวลา อาศัยความอดทน ถ้าเราต้องการที่จะเห็นความสำเร็จเกิดขึ้น เราจะต้องมีความอดทน (ฮบ.10:36) แล้วความสำเร็จที่งดงามก็จะเกิดขึ้นผ่านชีวิตของเรา เราจะเกิดความชื่นชมยินดี เราจะมีความสุข ให้เราเชื่อฟังพระเจ้า สัตย์ซื่อต่อพระองค์ ทำตามที่พระเจ้าเรียกหรือบอกให้เราทำ ความสำเร็จแบบพระเจ้าจะเป็นของเรา

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

22 ธันวาคม 2555

รับพรเพื่อเป็นพร


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2012

พระธรรม ปฐมกาล 12:1-3
ทุกคนต่างก็ต้องการการอวยพรจากพระเจ้า หลายคนสอนว่า "ถ้าอยากรวยให้ถวายมากๆ" นั่นเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้อง การถวายไม่ใช่เป็นการแลกเปลี่ยน การถวายไม่ใช่เป็นการลงทุน และการถวายไม่ใช่เป็นการทำบุญ หรือการบริจาค แต่การถวายเป็นการแสดงออกถึงความรักความไว้วางใจที่เรามีต่อพระเจ้า เป็นความศรัทธาในพระเจ้าผู้ประทานพระพรในชีวิตของเรา พระเจ้ามีแผนการที่ดีสำหรับเรา เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ เพื่อให้อนาคตที่ดีกับเรา (ยรม.29:11) และพระองค์ทรงพอใจจะอวยพรผู้ใด พระองค์ก็จะทรงอวยพรผู้นั้น ดังนั้นเราควรมีท่าทีที่ถูกต้องต่อการอวยพรของพระเจ้า ให้เราตระหนักว่าการอวยพรเป็นเอกสิทธิ์ของพระเจ้า ถ้าเราต้องการได้รับพรจากพระเจ้ามากขึ้น เราจะต้องทำอย่างไร ในพระวนจะของพระเจ้าได้บอกถึงเคล็ดลับหรือหลักของการอวยพรเอาไว้ว่า “ยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง...บุคคลที่ให้ด้วยใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” (สภษ.11:24-25) นั่นหมายถึงว่ายิ่งให้ด้วยใจยินดีเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นการอวยพรจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น
เราเห็นชีวิตของอับราฮัมผู้เป็นบิดาแห่งความเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าได้เรียกอับราฮัม ในเวลานั้นมีชื่อว่า "อับราม" ให้ออกมาจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาไปยังดินแดนที่พระเจ้าจะให้ และจะอวยพรให้อับราฮัมมีชื่อเสียงใหญ่โต และให้เป็นพรแก่ผู้อื่น บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้รับพร (ปฐก.12:1-3) และพระเจ้าได้ทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าพระเจ้าจะให้อับราฮัม “เป็นบิดาของประชาชาติมากมาย” และพระเจ้าได้ให้ชื่อใหม่ว่า “อับราฮัม” (ปฐก.17:4-5) พระเจ้าเรียกเราเหมือนเรียกอับราฮัมให้ออกมาจากสิ่งที่เราเคยอยู่เคยเป็น แม้ว่าจะไม่ได้ย้ายที่อยู่ในฝ่ายกายภาพ แต่เป็นการย้ายในฝ่ายวิญญาณ เพื่อให้เรามารับพระพรจากพระเจ้า และให้นำพระพรนั้นไปสู่คนอื่นอีกมากมาย เมื่อเราทำตามนำพระทัยของพระเจ้า เราก็จะเห็นการอวยพรที่มาจากพระเจ้าตามพระสัญญาที่ให้ไว้กับอับราฮัม เรามาดูด้วยกันว่าเป็นอย่างไร
1. รับพรจากพระเจ้า (ปฐก.12:1-2ก)
พระเจ้าเรียกอับราฮัมให้ออกมาจากถิ่นที่อยู่อาศัย ออกมาจากความสุขสบาย ออกมาจากครอบครัว ออกมาจากความมั่นคงในชีวิต ออกมาจากความเคยชิน ไปในที่ที่ไม่เคยรู้จัก ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่อับราฮัมรู้อยู่อย่างเดียวว่า “พระเจ้าจะทรงอวยพร” นั่นคือเวลาที่สำคัญในชีวิตว่าจะเอาอย่างไร จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือว่า จะทำตามใจตัวเอง อับราฮัมก็อายุมากแล้ว พ่อแม่ก็แก่แล้วจะต้องมาทิ้งท่านไปหรือ เป็นเรื่องที่ใหญ่มากสำหรับอับราฮัมเวลานี้ ถ้าเป็นเรา เราจะตัดสินใจอย่างไร ทุกคนคงจะต้องต่อรองกับพระเจ้าอย่างแน่นอน แต่ขอบคุณพระเจ้าที่อับราฮัมตัดสินใจเชื่อฟังพระเจ้า การเชื่อฟังครั้งนี้ทำให้อับราฮัมได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างมาก และพระพรนั้นก็ตกทอดมาสู่คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา นั่นคือความรอดและชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นพระคุณที่พระเจ้าประทานให้เรา (อฟ.1:6-8) เราได้รับเช่นเดียวกับพระบุตรของพระองค์ (รม.8:32) เราเห็นพระพรมากมายที่พระเจ้าประทานให้กับอับราฮัม และพระเจ้ายังให้พรนั้นตกไปสู่คนอื่นๆ อีก (กท.3:8) เราเห็นพระเจ้าอวยพรคนของพระองค์ โดยเฉพาะคนยิวที่ถือว่าเป็นประชากรฝ่ายธรรมชาติของพระเจ้า มีคนยิวมากมายที่ได้ทำคุณประโยชน์ในโลกนี้ บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นปรัชญา บางคนเป็นนักการเงินการธนาคาร คนเหล่านี้ได้รับพระพรผ่านทางอับราฮัม ที่ตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า ดังนั้นลูกหลานของเราก็จะได้รับพระพรจากพระเจ้าผ่านการตอบสนองของเราเช่นกัน สำคัญที่สุดต้องเริ่มที่เราก่อน ด้วยการตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังและทำตาม พระพรส่วนแรกก็จะมาถึงเรา เมื่อเราได้รับพระพรแล้ว เราไม่ควรเก็บเอาไว้เพียงลำพัง
2. เป็นพรต่อผู้อื่น (ปฐก.12:2-3)
พระเจ้าต้องการใช้เราเป็นสื่อกลาง หรือเป็นท่อที่จะส่งพระพรไปสู่คนอื่น ทำไมพระเจ้าถึงต้องการใช้เรา พระเจ้าทำเองไม่ได้หรือ แน่นอนที่สุดพระเจ้าทำได้ แต่พระเจ้าต้องการที่จะใช้เรามากกว่า พระเจ้าสัญญากับอับราฮัมว่า “ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรเพราะท่าน” (ปฐก.18:18) พระพรของพระเจ้าก็จะไหลไปสู่คนมากมายผ่านทางชีวิตของอับราฮัมอย่างไร ก็จะไหลผ่านเราไปสู่คนอื่นอย่างนั้น เราต้องเป็นท่อพระพรของพระเจ้า แต่เราจะเป็นอย่างนั้นได้ เราต้องทำตามสิ่งที่พระเจ้าบอกคือ เราต้องรักพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิดของเรา และรักคนอื่นก่อน (มก.12:30-31) เมื่อเรารักพระเจ้าแล้ว เราก็สามารถรักคนอื่นได้ และเมื่อเรารักคนอื่นเราก็จะทำสิ่งที่ดีให้กับคนอื่นได้อย่างเต็มใจ เราสามารถหนุ่นใจ ให้กำลังใจ ให้ควาช่วยเหลือ ทำสิ่งดีๆ ให้กับคนที่ไม่น่ารักได้ เมื่อเราเป็นเช่นนี้ คนทั้งหลายก็จะเห็นพระเยซูในชีวิตของเรา และเขาจะสรรเสริญพระเจ้า (มธ.5:16) ชีวิตของเราก็จะประกาศพระบารมีของพระเจ้า (1ปต.2:9) ให้เราต้องระวังอย่าเป็นท่อที่อุดตันด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความอิจฉาริษยา ด้วยการใช้อารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง แต่จงเป็นท่อที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพระเจ้าอวยพรเรามากขึ้น ให้เรามองดูรอบๆ ตัวเราว่ามีใครบ้างที่เราจะเป็นพรให้กับเค้าได้ ให้เราจดชื่อเค้าเอาไว้ อธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นอย่างจริงจังทุกวัน  มองหาโอกาสว่าเราจะพูดเรื่องพระเจ้ากับคนเหล่านั้นอย่างไรดีและเมื่อไหร่ เชิญคนเหล่านั้นมาร่วมงานพิเศษ หรือกิจกรรมต่างๆ ฟังคำพยานชีวิตของคนอื่น นำเค้าต้อนรับพระเจ้า และติดตามเอาใจใส่เลี้ยงดูให้เติบโต แล้วพระพรอีกมากมายจะมาถึงชีวิตของเรา
ดังนั้นจงรับพรจากพระเจ้าและเป็นพรต่อคนอื่นต่อไป อย่าเก็บพระพรเอาไว้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า นั่นไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องการอวยพรเราและให้เราเป็นพรต่อคนอื่น

ขอพระเจ้าอวยพรครับ


15 ธันวาคม 2554

ฉันตัดสินใจแล้ว


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2011

พระธรรม มัทธิว 8:18-22
หลังจากที่พระเยซูได้ลงจากภูเขา และเสด็จไปตามที่ต่างๆ ได้ทำการอัศจรรย์รักษาคนโรคเรื้อน รักษาคนง่อยซึ่งเป็นบ่าวของนายร้อย อาการป่วยของแม่ยายเปโตร และคนอื่นๆอีกมากมาย ชื่อเสียของพระองค์ก็เป็นที่เลื่องลือออกไป คนมากมายได้มาหาพระองค์ เราสามารถแบ่งกลุ่มคนที่มาหาพระองค์ได้ 3 กลุ่ม คือ ประชาชน ที่มารับการช่วยเหลือและมาดูการอัศจรรย์ ธรรมาจารย์ ซึ่งมาคอยจับผิดว่าพระองค์ทำอะไรผิดจากสิ่งที่พวกเขาทำบ้าง และศิษย์ของพระเยซูเอง ซึ่งศิษย์เหล่านี้ก็คือสาวกของพระองค์ ที่ได้ติดตามพระองค์มาเป็นเวลาพอสมควร เราเห็นคำสำคัญคำหนึ่งในพระธรรมตอนนี้ คือคำว่า ตาม ซึ่งปรากฎอยู่ในข้อ 19 และข้อ 22 ซึ่งเป็นคำกล่าวของธรรมาจารย์และของพระเยซู ซึ่งทำให้เรารู้ว่า การที่จะติดตามพระองค์ไปนั้นจะต้องตัดสินใจ และการตัดสินใจในที่นี้นั้น อาจจะไม่เหมือนการตัดสินใจในเรื่องอื่นๆ ดังนี้

1. พร้อมเผชิญกับทุกสิ่ง (มธ.8:19-20)
มีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาดูพระเยซูทำการอัศจรรย์ต่างๆ เหมือนกับธรรมาจารย์คนอื่นๆ แต่ธรรมาจารย์คนนี้แตกต่างจากธรรมาจารย์คนอื่นๆ ตรงที่ เขาเข้ามาหาพระเยซูแล้วบอกกับพระองค์ว่า ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น สิ่งที่ธรรมาจารย์คนนี้พูดออกไปนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำและตื่นเต้นไปกับสิ่งที่ได้เห็น อาจจะไม่ได้มาจากความศรัทธาอย่างกันนายร้อย เมื่อพระเยซูได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่า หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ การพูดของพระเยซูตอนนี้นั้น เป็นการกระตุกความคิดของธรรมาจารย์ หรือเป็นการถามว่าท่านคิดดีแล้วหรือ  หนทางข้างหน้าไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่คิด จะต้องเอาชนะตัวเองก่อน (มก.8:34) พระเยซูไม่ได้สัญญาว่าจะมีแต่ความสุขสบาย แต่จะต้องประสบกับความทุกข์ยากในโลกนี้ (ยน.16:331)  แต่พี่น้องที่รักเราไม่ต้องวิตกกังวล เพราะว่าเมื่อพระองค์ให้เราเผชิญกับปัญหาใดๆ พระองค์ก็มีทางออกให้กับเราเสมอ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ชนะโลกนี้แล้ว ให้เราพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่ง

2. ไม่ลังเล (มธ.8:21-22)
มาถึงพระคัมภีร์ข้อนนี้ พระเยซูได้ตรัสตอบสาวกคนนี้ว่า จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด การที่พระเยซูตรัสเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพระเยซูไม่เห็นคุณค่าของบิดามารดา ตรงข้ามพระเจ้าสอนให้เราให้เกียรติแก่บิดามารดาด้วยซ้ำ (อพย.20:12) แต่พวกธรรมาจารย์มักจะสอนว่า สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่นท่าน สิ่งนั้นเป็นโกระบาน ซึ่งแปลว่าเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว นั่นหมายความว่า พ่อแม่ก็ไม่มีสิทธิ์ (มก.7:11) เมื่อเราตัดสินใจเดินติดตามพระเจ้าแล้วเราไม่ควรโลเลหรือลังเล เมื่อเราตัดสินใจแล้วเราควรมุ่งไปข้างหน้า เหมือนชาวนาเมื่อจับคันไถแล้วจะไม่หันหลังกลับ (ลก.9:62)
เมื่อตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจงมั่นใจในพระเจ้าที่ได้ทรงเรียกเรามา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจงไว้วางใจในพระเจ้าผู้ทรงใหญ่ยิ่งสูงสุด พระองค์ทรงชนะโลกนี้แล้ว พระองค์จะทรงนำเราทุกย่างเท้าที่เราก้าวเดิน พร้อมที่เผชิญกับทุกสิ่ง และไม่ลังเล เพราะว่าพระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางเราและจะช่วยเราเสมอ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

รื้อฟื้นจากความถดถอย ตอนที่ 1 เรื่องพระวจนะ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2011

พระธรรม เนหะมีย์ 13:1-3
การมอบถวายความสำเร็จแด่พระเจ้า ทำให้คนอิสราเอลมีกำลังใจและความยำเกรงพระเจ้าอย่างมาก เพราะได้เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าที่อยู่ด้วยกับพวกเขา เมื่อเสร็จสิ้นการถวายความสำเร็จแด่พระเจ้าแล้ว เนหะมีย์ได้เดินทางกลับไปยังบาบิโลนเพื่อรับใช้กษัตริย์อารทาเซอร์ซีส และเมื่อเนหะมีย์ลากษัตริย์กลับมาเยี่ยมเยรูซาเล็ม (นหม.13:6-7) ก็ทราบข่าวความชั่วร้ายที่คนอิสราเอลกระทำ ทำให้เนหะมีย์โกรธมาก เนหะมีย์ได้เห็นความถดถอยของคนอิสราเอลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากฉลองความสำเร็จไป สิ่งที่เนหะมีย์เห็นถึงสาเหตุของความถดถอยในครั้งนี้ และเนหะมีย์ได้แก้ไขสิ่งที่เป็นสาเหตุของการถดถอยในครั้งนี้ ซึ่งเราสามารถที่จะเรียนรู้ถึงสาเหตุและวิธีการแก้ไขได้จากพระธรรมตอนนี้คือ

1. สาเหตุของการถดถอย คือ การหลงลืมและละเลย (นหม.13:1-2)
เมื่อพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า เขาพบคำสั่งที่พระเจ้าสั่งคนอิสราเอลผ่านทางโมเสสเอาไว้ว่า ไม่ให้คนอัมโมนและคนโมอับเข้ามาอยู่ในที่ชุมนุมของพระเจ้า (ฉธบ.23:3-4) แต่ว่าคนอิสราเอลหลงลืมคำสั่งของพระเจ้า ยอมปล่อยให้คนอัมโมนและคนโมอับเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนของพระเจ้า ไม่เพียงแต่การหลงลืมเท่านั้น ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของคำสั่งที่พระเจ้าสั่งอีกด้วย เช่นบางคนรับเอาลูกสาวของคนอัมโมนมาแต่งงานกับลูกชายของตนเอง การหลงลืมคำสั่งของพระเจ้าเป็นเหตุให้เกิดการถดถอยและทำบาปต่อพระเจ้า  การหลงลืมและละเลยพระวจนะของพระเจ้า เป็นผลเสียต่อชีวิตของเราอย่างมากมาย เราจึงต้องระมัดระวังที่จะจดจำพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้ในชีวิตของเรา เราต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเราจะไม่ทำผิดทำบาปเช่นคนอิสราเอลที่ทำอยู่เสมอๆ  พระเจ้าจึงได้เตือนไว้ว่าระวังให้ดีจะมีคนล่อลวงให้หลง (มธ.24:4-5, 9-10, 2ทธ.4:3-5) เราต้องมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิต

2. วิธีการรื้อฟื้นจากการถดถอย ด้วยการอ่าน เชื่อฟัง และกระทำตามพระวจน. (นหม.13:1-3)
เนหะมีย์ได้ให้คนอิสราเอลอ่านพระวจนะของพระเจ้า และเมื่อเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าทำให้เราเข้าใจและสามารถทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง เราเห็นได้จากการที่พวกเขาได้แยกตัวออกจากตนต่างชาติ เมื่อเราอ่านพระวจนะมาก เราก็จะสามารถเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อคนอิสราเอลหลงลืมและละเลยพระวจนะของพระเจ้า ทำให้พวกเขาทำความผิดบาปต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้พระเจ้าไม่พอพระทัย สิ่งที่ดีที่สุดคือเราจะต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ จดบันทึกข้อพระคัมภีร์ที่เราอ่าน จดบันทึกสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าสอนเรา และท่องจำข้อพระคัมภีร์ การภาวนาพระวจนะของพระเจ้าช่วยทำให้เราจดจำได้มากขึ้น (สดด.1:2-3) พระวจนะเป็นความสว่าง (สดด.119:105) เป็นอาวุธ (อฟ.6:13-17) เมื่อเราทำตามจะได้รับพระพร (ฉธบ.28:1-7) เราจึงควรยึดพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้เป็นหลักสำหรับการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องไม่หลงลืมหรือละเลยพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของเรา

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

25 มิถุนายน 2554

การตอบสนองที่ถูกต้อง


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน 2011

พระธรรม โคโลสี 4:15-18
อ.เปาโลได้ย้ำถึงความต้องการที่มีให้กับพี่น้องที่โคโลสีด้วยลายมือของท่านเอง ซึ่งสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้นำ หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่า อ.เปาโลย้ำว่าต้องให้เกียรติและเคารพนับถือกัน ต้องแสดงออกมาเป็นการกระทำภายนอก และคาดหวังว่าพี่น้องที่โคโลสีจะตอบสนองต่อคำกำชับของอ.เปาโลได้เป็นอย่างดี เพราะว่าการตอบสนองที่ถูกต้องย่อมนำมาซึ่งสิ่งดีต่างๆมากมาย และการตอบสนองอย่างถูกต้องนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะกับศิษยาภิบาลเท่านั้นแต่กับผู้นำทุกระดับและกับทุกคนที่ทำการดีเพื่อเพื่อพระเจ้า เราเห็นการตอบสนองที่ถูกต้องที่ อ.เปาโลคาดหวังไว้ 4 ประการ
1. ให้ความนับถือและขอบคุณ (คส.4:15)
อ.เปาโลได้บอกกับพี่น้องที่โคโลสีว่าให้แสดงความนับถือพวกพี่น้องที่เมืองเลานีเซียกับนางนุมฟาและคริสตจักรที่อยู่ในเรือนของนาง นั้นแสดงว่านางนุมฟาได้เปิดบ้านของตนออกเป็นคริสตจักร การทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นคนที่มีใจรักพระเจ้าอย่างมาก เพราะว่าเมืองเลานีเซียเป็นเมืองที่ร่ำรวย คนที่เมืองนี้ไม่เอาพระเจ้าเพราะว่าลุ่มหลงไปกับความร่ำรวยจนพระเจ้าต่อว่าเป็นพวกแร้นแค้นเข็ญใจ (วว.3:17) อ.เปาโลจะแสดงความนับถือและขอบคุณคนที่ทำการดีเพื่อพระเจ้าอยู่เสมอ เช่น อารคิปปัสที่เปิดบ้านออกเป็นคริสตจักร (ฟม.2) (รม.16:3-4) (รม.16:6-7)  อ.เปาโลได้วิงวอนขอให้นับถือคนที่ทำงานดี เป็นผู้นำที่ดี (1ธส.5:12) เราต้องมีใจขอบพระคุณ เราต้องเห็นคุณค่าผู้ที่ทำสิ่งที่ดีโดยเฉพาะผู้นำที่ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม พระคัมภีร์สอนไม่ให้เราแตะต้องผู้นำที่พระเจ้าเจิมไว้ (1พศด.16:22)  (1พกษ.13:1-4) เราต้องนึกถึงสิ่งดีที่พี่น้องได้ทำให้กับเรา เราต้องรู้จักขอบคุณคนอื่นที่ทำสิ่งที่ดี เราไม่ควรเห็นแก่ตัว  เราต้องยำเกรงผู้ที่สมควรได้รับ (รม.13:7) (ยน.21:17) เมื่อผู้นำรักแกะแล้วแกะต้องเห็นคุณค่าของผู้นำด้วย
2. ถ่ายทอดคำสอนต่อ (คส.4:16)
อ.เปาโลบอกว่าเมื่ออ่านจดหมายให้ส่งไปให้คริสตจักรที่เลานีเซียอ่านด้วยและก็ให้อ่านจดหมายที่มาจากเลานีเซียด้วย ซึ่งเป็นจดหมายที่ อ.เปาโลเขียนมาหนุนใจด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดคำสอนต่อกันไปมา เพื่อทุกคนจะได้มีความเข้าใจแบบเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน มีภาระใจอย่างเดียวกัน มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อ.เปาโลบอกให้พี่น้องที่เธสะโลนิกาอ่านจดหมายที่ อ.เปาโลเขียนไปถึงให้ทุกคนฟัง (1ธส.5:27)  อ.เปาโลหนุนใจทิโมธีให้สอนคนอื่นที่สัตย์ซื่อเพื่อคำสอนที่ได้รับมานั้นจะถูกสอนออกไปต่อ (2ทธ.2:2) เมื่อเราได้รับฟังคำสอน คำเทศนา คำหนุนใจ หรือว่าเป้าหมาย ภาระใจของผู้นำมาเราต้องสื่อสารต่อไป ให้ทุกคนมีความเข้าใจอย่างเดียวกัน  เราต้องสร้างสาวกขึ้นให้เค้าเป็นอย่างที่พระเจ้าต้องการ ให้เค้าเป็นไปตามแบบพระคัมภีร์ เราเป็นผู้เลี้ยง เป็นผู้นำ เราจะต้องสื่อสาร สำแดงสิ่งที่พระเจ้าต้องการสื่อสารให้กับประชากรของพระเจ้า
3. สนับสนุนสิ่งดีที่เขาทำ (คส.4:17)
อ.เปาโลบอกให้กับพี่น้องที่โคโลสีว่าให้ไปบอกอารคิปปัสว่างานรับใช้ของท่านนั้นจงกระทำให้สำเร็จ อ.เปาโลได้สนับสนุนทีมงานของท่านในการรับใช้ไม่ว่าสิ่งใดที่ท่านสามารถทำได้ท่านยินดีที่จะทำ ไม่ว่าจะเขียนจดหมายไปหนุนใจ ส่งคนไปช่วย หรืออะไรก็ตามที่จะทำได้ นี่คือหัวใจของคนที่รักพระเจ้า ถ้าเรารักพระจ้าเหมือน อ.เปาโล เราจะสนับสนุนผู้รับใช้ ผู้นำ ศิษยาภิบาล หัวหน้าแคร์ หัวหน้าหน่วย กระทำการต่างๆ ให้สำเร็จ  ทุกคนต่างก็ต้องการการสนับสนุน ต้องการกำลังใจ ต้องการความช่วยเหลือด้วยกันทั้งสิ้น ผู้นำก็ต้องเอาใจใส่ดูแลสมาชิกอย่างเต็มที่เต็มกำลัง อ.เปาโลได้เตือนว่าให้ผู้นำระวังที่จะรักษาฝูงแกะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานให้ (กจ.20:28) เมื่อผู้นำได้รับการสนับสนุนการงานของพระเจ้าก็สำเร็จเป็นอย่างดี (อพย.17:12) เราต้องให้การสนับสนุนผู้นำของเรา อย่าทำให้ผู้นำต้องลำบากใจในการนำชีวิตของเรา หรือสอนเราให้เราตอบสนองและเชื่อฟัง
4. อธิษฐานเผื่อผู้นำ (คส.4:18)
อ.เปาโลบอกว่าขอท่านระลึกถึงโซ่ตรวน หมายถึงความยากลำบากที่ อ.เปาโลได้รับนั้นไม่ได้หมายความว่า อ.เปาโลกำลังเรียกร้องให้สงสาร หรือเห็นใจท่าน หรือต้องการขอความเห็นใจ แต่ อ.เปาโล ต้องการให้พี่น้องอธิษฐานเผื่อ เพื่อให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าขยายออกไป  อ.เปาโลขอให้พี่น้องที่เธสะโลนิกาอธิษฐานเผื่อท่าน (2ธส.3:1)  เราต้องอธิษฐานเผื่อกันและกันอยู่เสมอ เพื่อจะได้รับการปกป้องจากพระเจ้าให้พ้นจากการทำลายของมารซาตาน อ.เปาโลให้ระลึกถึงคนต่างๆ ที่ถูกจำจองอยู่เพราะข่าวประเสริฐ (ฮบ.13:3) เพื่อเราจะได้อธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นได้อย่างมีภาระใจ  (2คร.11:23-29) เราไม่ควรบ่นต่อว่าพระเจ้า แต่เราควรอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าไม่ว่าเรื่องใดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือไม่ก็ตาม   (สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org)

ขอพระเจ้าอวยพรครับ