26 มกราคม 2556

ระวังเชื้อร้ายของฟาริสีและสะดูสี


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2013

พระธรรม มัทธิว 16:1-12

หลังจากที่พระเยซูได้ทดสอบความเชื่อของหญิงคานาอันแล้วและพระองค์ได้เห็นความเชื่อของนางที่มีอย่างมากจึงได้รักษาลูกสาวของนางที่ผีเข้าสิงอยู่ให้หาย แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เดินทางทำพันธกิจของพระองค์ต่อไป ขณะนั้นกลุ่มฟาริสีและสะดูสีเข้ามาตั้งคำถามเพื่อทดสอบพระเยซูว่า ถ้าเป็นพระบุตรพระเจ้า ก็จงแสดงการอิทธิฤทธิ์ หรือหมายสำคัญจากฟ้าให้ดูสิ ฟาริสีและสะดูสี คือ คือ กลุ่มนักการศาสนาที่เคร่งครัดในกฎระเบียบที่บรรพบุรุษถ่ายทอดเป็นกลุ่มคนที่อุทิศตัวอย่างจริงจังให้กับลัทธิยูดาห์ของยิว ยึดถือบัญญัติของโมเสสและได้เพิ่มเติมบัญญัติต่างๆ ขึ้นตามกาลเวลา สะดูสี เป็นกลุ่มผู้เคร่งในศาสนากลุ่มนี้เป็นคนที่มีสถานะทางสังคมชั้นสูงของยิว มีความเชื่อต่างกับฟาริสีในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย คือ สะดูสีจะไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย กลุ่มคนเหล่านี้มาเพื่อทดสอบพระเยซู  เหตุการณ์นี้เกิดหลังจากพระเยซูทำการอัศจรรย์เลี้ยงคนสี่พัน ด้วยขนมปัง 7 ก้อน แถมยังเหลือขนมปังอีกถึง 7 ตะกร้า แต่สาวกลืมหยิบขนมปังทั้ง 7 ตะกร้าที่เหลือนั้นมา เมื่อพระเยซูบอกให้ระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี สาวกกลับตีความว่าพระเยซูเตือนว่าอย่าลืมขนมปังที่เหลือมา เขากระวนกระวายใจมาก แต่พระเยซูมิได้หมายถึงเรื่องขนมปัง แต่พระองค์เตือนเรื่องเชื้อแห่งฟาริสีและสะดูสี เชื้อแห่งฟาริสีและสะดูสีที่พระเยซูเตือนให้ระวังนั้นหมายถึงอะไร จากพระธรรมตอนนี้ ผมจะชี้ให้เห็น 2 ประการ ที่เราก็ต้องระวัง

1. ระวังท่าทีที่ผิด (ข้อ 1-11)

เชื้ออันแรกที่พระเยซูเตือนให้เราระวังอย่ารับเอามา คือ “ท่าทีในใจที่ผิด” ฟาริสีและสะดูสีมีแรงจูงใจที่ต้องการทดสอบพระเยซู เขามิได้แสวงหาความจริง แต่ต้องการจับผิดว่าพระเยซูไม่มีฤทธิ์อำนาจที่เพียงพอในการทำอัศจรรย์ ฟาริสีและสะดูสีมีท่าทีในใจที่ผิดอย่างไร? หลายตอนในพระคัมภีร์บอกว่าพวกเขา หยิ่งยะโส ยกตนเหนือผู้อื่น แสวงหาเกียรติและการยกย่องจากมนุษย์ในหน้าที่ทางศาสนาของตน หน้าซื่อใจคด แสร้งทำในสิ่งที่ตนไม่ได้เป็น ทำความดีแต่เปลือกนอก ยกประเพณีที่สืบทอด เป็นใหญ่เหนือพระวจนะ สนใจตัวอักษรของข้อศีลธรรม มากกว่าจะสนใจแก่นหัวใจของศีลธรรม อื่นๆ อีกมา ท่าทีกำหนดทัศนคติมุมมองของเรา  ดังนั้นหากท่าทีไม่ดี ทุกอย่างที่ออกมาก็ไม่ดีด้วย น่าแปลกที่ฟาริสีและสะดูสีเป็นนักการศาสนาที่ใกล้ชิดกับหนังสือธรรมบัญญัติ แต่เขากลับปฏิเสธพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่พบอยู่ตรงหน้า เพราะท่าทีที่ผิดในใจของเขา ดังนั้น เราจึงต้องระวังท่าทีของตัวเรา อย่าคิดว่าเราใกล้ชิดพระเจ้าและไม่มีทางที่จะมีท่าทีที่ผิดได้ เรามีท่าทีแรงจูงใจอย่างไร ก็ตีความสิ่งที่พบเห็น ไปตามท่าทีในใจเราอย่างนั้น  (มธ.16:5-8) พระเยซูพูดให้ระวังเชื้อของฟาริสีและสะดูสี แต่สาวกกลับกังวลใจที่ตนลืมเอาขนมปังมา จึงตีความสิ่งที่พระเยซูพูดว่าพระเยซูทวงถามถึงขนมปังที่พวกตนลืมไว้ ความจริงจะไม่ได้กำหนดท่าทีของเรา แต่ท่าทีของเราจะเป็นตัวกำหนดการตีความของความจริงแทน ดังนั้นเมื่อให้คำปรึกษาปัญหา ไม่เพียงแต่เราจะแก้เนื้อหาของปัญหา แต่ต้องแก้ท่าทีที่ซ่อนอยู่หลังเนื้อหาด้วย ท่าทีแรงจูงใจที่ผิด เป็นเหมือนเชื้อโรคติดต่อด้วยเช่นกัน ดังนั้นอย่าอยู่ใกล้คนที่มีท่าทีไม่ดี เพราะท่าทีที่ไม่ดีนั้นเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง จงรักษาท่าทีแรงจูงใจของเราให้ถูกต้องเสมอ (ยรม.17:9) จิตใจก็เป็นตัวล่อลวง พระเจ้าสนใจท่าทีในใจของเรา (ยรม.17:10)

2. ระวังคำสอนที่ผิด (ข้อ 12)

ไม่เพียงแค่ให้ระวังเชื้อของท่าทีผิด  แต่พระเยซูยังเตือนให้ระวังเชื้อของคำสอนผิดด้วย มีคนมากมายที่อยู่ในคำสอนผิดจากพระคัมภีร์ ทั้งที่เขาจริงใจและบริสุทธิ์ใจ  ดังนั้นแค่จริงใจไม่พอ เราต้องมีวิจารณญาณและยึดคำสอนที่ถูกต้องด้วย พระเยซูเตือนให้ระวังคำสอนผิดของพวกฟาริสี ที่ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระเยซู นำบัญญัติของมนุษย์หรือคำสอนที่สืบทอดมาอ้างว่าเป็นพระบัญญัติของพระเจ้า มุ่งเน้นความชอบธรรมด้วยการประพฤติ จนเหล่าอัครทูตต้องเตือนผู้เชื่อให้ระวังมิจฉาลัทธิ (2ปต.2:1) แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะ บ้างก็อ้างพระคุณพระเจ้าจนตกขอบ (ยด.ข้อ4) บ้างก็นำผู้เชื่อให้กลับเข้าสู่บทบัญญัติของมนุษย์ (กท.2:4) เราอยู่ในยุคเต็มไปด้วยคำสอนแปลกๆ ที่แพร่หลายอย่างมากเพราะ คนใช้เหตุผลได้เก่งขึ้น คนเรามีความปรารถนาในฝ่ายเนื้อหนังของตน คนในสมัยใหม่ชอบสิ่งที่แหวกแนว แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อกลุ่มบุคคล เป็นความจริงคริสเตียนควรมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู โดยไม่ขึ้นกับมนุษย์คนใด แต่ก็ใช่ว่าควรจะปฏิเสธวิธีการสร้างชีวิตผ่านชุมชน หรือคำสอนที่ถูกตั้งชื่อว่า “ข่าวประเสริฐแห่งความสบายใจ” ไม่พูดว่า พระเยซูเป็นทางเดียวที่ช่วยให้รอด เพราะคนทั่วไปจะไม่พอใจ โดยยกคำสอนของพระคัมภีร์ (1คร.9:22) อันตรายจากคำสอนผิด คำสอนผิดจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณเราอย่างไม่รู้ตัวและยากที่จะตรวจสอบได้ (กท.5:9) เราต้องระวังคำสอนผิดด้วยการ อ่านและศึกษาพระคัมภีร์เป็นประจำ ยึดคำสอนที่อยู่ในพระคัมภีร์เป็นหลัก (มธ.24:35) อย่าสร้างหลักคำสอนขึ้นจากพระคัมภีร์เพียงข้อเดียวหรือไม่กี่ข้อ

สรุป ให้เราระวังตัวเองจากเชื้อทั้ง 2 นี้ คือ ท่าทีที่ผิด และ คำสอนผิด เชื้อทั้ง 2 นี้ติดต่อได้ และลามเข้าสู่ความคิด จนควบคุมทั้งชีวิต

 

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น