แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความกลัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความกลัว แสดงบทความทั้งหมด

23 พฤศจิกายน 2555

ก้าวแห่งการอัศจรรย์


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2012

พระธรรม มัทธิว 14:24-36

เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจาก 2 เหตุการณ์ที่ยอห์นซึ่งเป็นทั้งเพื่อนผู้รับใช้และเป็นทั้งญาติสนิทที่ถูกเฮโรดสั่งตัดหัวอย่างไม่สมเหตุสมผล ทำให้พระเยซูต้องการที่จะพักสงบและอธิษฐานกับพระเจ้า แต่ก็มาเห็นความทุกข์ของประชาชนที่เจ็บป่วย พระองค์ทรงเมตตาสงสารเขาเหล่านั้นจึงได้ทรงรักษาเขาให้หายทุกคน และยังได้เลี้ยงอาหารพวกประชาชนเหล่านั้นอย่างอิ่มบริบูรณ์ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นพระเยซูยังรอส่งพวกเขากลับบ้านจนครบทุกคน พระองค์จึงได้ขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานจนเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณยามสาม หรือประมาณตีสาม พระองค์ก็เดินไปหาเหล่าสาวกที่ลงเรือล่วงหน้ามาก่อน ขณะที่เหล่าสาวกกำลังพายเรือทวนกระแสลมอยู่นั้นก็เห็นพระเยซูเดินมาบนน้ำคิดว่าเป็นผีก็ตกใจกลัว แต่พระเยซูบอกว่าเป็นพระองค์เอง เปโตรจึงขอให้ตนเองเดินไปบนน้ำหาพระองค์ พระเยซูก็อนุญาต แต่เมื่อเปโตรเดินไปใกล้ถึงพระเยซูเกิดกลัวจึงจมลงไปในน้ำ พระเยซูก็ช่วยเอาไว้ เมื่อพากันมาถึงฝั่งแล้ว ประชาชนก็จำได้ว่าเป็นพระเยซูจึงไปบอกคนอื่นๆ ให้พาคนเจ็บคนป่วยมาหาพระองค์ เพื่อขอแตะชายเสื้อของพระองค์ (มธ.14:34-36) การอัศจรรย์เกิดขึ้นอย่างมากมายจากเหตุการณ์ตอนนี้ โดยเฉพาะกับเปโตร สิ่งที่เปโตรทำในครั้งนี้เป็นสิ่งที่สอนเราทั้งหลายถึงเรื่องของการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี แม้เปโตรจะก้าวเดินไปหาพระเยซูได้ไม่กี่ก้าว แต่ก็เป็นก้าวแห่งการอัศจรรย์ เราเห็นอย่างน้อย 2 ประการเกี่ยวกับก้าวแห่งการอัศจรรย์
1. กล้าที่จะก้าวออกไป (ข้อ24-29)
การอัศจรรย์จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีความกล้าที่จะเชื่อว่าพระเจ้าจะทำการอัศจรรย์ผ่านชีวิตของเรา หรือเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เป็นก้าวแรกแม้อาจจะยังไม่มากนัก แต่เป็นก้าวที่สำคัญ ถ้าไม่มีก้าวแรกก็จะไม่มีก้าวที่สอง เราเห็นเปโตรกล้าที่จะขอจากพระเยซู เมื่อเรากล้าที่จะขอพระเจ้าก็กล้าที่จะให้กับเรา เพื่อเราจะได้มีประสบการณ์ และจะทำให้เราก้าวต่อไป บางคนเอาแต่กลัว ครั้งแรกที่เปโตรเห็นรพระเยซูคิดว่าผีก็กลัว แต่เค้าก็อยากจะไปหา เราต้องขอให้พระเจ้าเอาความกลัวออกไปจากหัวใจของเรา และใส่ความกล้าหาญให้กับเรา ดังนั้นให้เราเริ่มต้นด้วยก้าวเล็กๆ ก้าวออกไปด้วยความกล้าหาญ ให้เรามองที่พระเจ้า ไม่มองที่ปัญหา เราเห็นว่า เมื่อเปโตรมองที่คลื่นลมก็เกิดความกลัวขึ้นมาทำให้ตัวเองจมลงไป ปัญหาไม่ได้ช่วยเรามีแต่ทำให้เราตกต่ำลง เราจึงต้องจับจ้องมองที่พระเจ้า ถ้าพระเจ้าเรียกเราให้เราตอบสนองและอย่ากลัว มองที่พระเจ้าเอาไว้
2. ก้าวไปด้วยความเชื่อ (ข้อ30-33)
เมื่อเปโตรมองที่คลื่นลม ก็ทำให้เปโตรจมลงไปในทะเล เมื่อพระเยซูช่วยเปโตรขึ้นมาได้แล้ว ก็จึงกล่าวกับเปโตรว่า ท่านสงสัยทำไม ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง เมื่อก้าวออกไปแล้ว อย่าสงสัย จงก้าวไปด้วยความเชื่อ เมื่อก้าวมากับพระเจ้าแล้วจงเชื่อวางใจในพระเจ้า ความสงสัยในพระเจ้าไม่เคยทำให้ใครประสบความสำเร็จ แต่ความไว้วางใจในพระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จ อย่าเป็นเหมือนเปโตร ที่มีประสพการณ์กับพระเจ้าแล้ว แต่เกิดความสงสัย เกิดความกลัวขึ้นมา สาเหตุที่เปโตรสงสัยและเกิดความกลัวขึ้นมาก็เพราะว่า เปโตรไม่ได้มองที่พระเยซู แต่มองที่คลื่นลม มองไปที่ทะเลที่ว่างเปล่า มองไปที่ความมืดที่ปกคลุมอยู่ในเวลานั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เปโตรจมลงในทะเล จงยึดพระเจ้าเอาไว้ จงมองอยู่ที่พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด การที่เราก้าวออกไป แน่นอนต้องมีอุปสรรค แต่พระเจ้าของเราใหญ่กว่าสิ่งเหล่านั้นมาก เมื่อพระเจ้าทรงนำเราแล้ว พระองค์จะทรงช่วยเราให้สำเร็จ (สดด.37:23-25) เมื่อเปโตรจมลงไปพระเยซูก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เมื่อพระเจ้าทรงนำเราไปทางไหน ให้เราตามไปด้วยความเชื่อ ไม่สงสัยในพระเจ้าหรือแผนการของพระองค์ ให้เราไว้วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเป็นเหมือนวานนี้ วันนี้ และสืบไปเป็นนิจ อย่าสงสัยในความรักของพระเจ้า อย่าสงสัยในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า อย่าสงสัยในความอัศจรรย์ของพระเจ้า จงกล้าที่จะก้าวออกไปและก้าวไปด้วยความเชื่อแล้วเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

07 เมษายน 2555

คำกำชับต่อสาวก

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2012

พระธรรมมัทธิว 10:16-42
พระธรรมตอนนี้เป็นคำกำชับของพระเยซูที่ให้ไว้กับสาวกของพระองค์ ก่อนที่พระองค์จงส่งพวกเขาออกไปทำพันธกิจที่พระองค์ทรงเรียก คือ ออกไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า รักษาคนเจ็บคนป่วยให้หาย ขับผีร้ายให้ออก ซึ่งการออกไปทำพันธกิจของพระเจ้านั้น เปรียบเสมือนการออกไปสู่สงคราม ซึ่งจะต้องเผชิญกับแรงกดดัน และปัญหาต่างๆ มากมาย เพื่อไม่ให้สาวกของพระองค์ท้อถอยและหมดกำลังใจไปก่อน พระองค์จึงกำชับสาวกให้ออกไปอย่างผู้มีชัย คำกำชับของพระเยซู คือ
1. อย่าวิตกกังวล (มธ.10:17-20)
การไม่วิตกกังวลเป็นดัชนีชี้วัดความไว้วางใจพระเจ้า ถ้าหากเราไม่วิตกกังวลแล้ว เราจะสามารถที่จะควบคุมจิตใจของเราได้ เราจะสามารถเผชิญสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่หวั่นไหว ความวิตกกังวน ไม่อาจทำให้ชีวิตของเรายืดยาวออกไปได้ (มธ.6:27) ความวิตกกังวนมักทำให้เราเห็นสิ่งเล็กๆ กลายเป็นเงาดำที่ใหญ่โต อย่าวิตกกังวนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้เราวางใจในพระเจ้า ผู้ทรงรักเราอย่างมาก พระองค์จะทรงโปรดดูแลเราอย่างดี พระองค์จะทรงประทานสติปัญญาให้กับเรา (มธ.10:19-20) พระองค์จะทรงช่วยเราในยามที่เรารู้สึกว่าเราหมดหนทางแล้ว (กจ.5:27-40) ให้เรามอบความวิตกกังวนไว้กับพระเจ้า (1ปต.5:7) จงวางใจในพระเจ้าเสมอ
2. จงอดทน (มธ.10:21-27)
ความอดทนเป็นดัชนีวัดการเป็นสาวกแท้ของพระเยซูคริสต์ พระองค์บอกว่า ใครทนได้ถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด เราต้องฝึกสร้างความอดทน เพราะความอดทนสามารถสร้างขึ้นได้ พ่อแม่ที่ฉลาดนอกจากจะสอนรู้ให้มีความรู้แล้วยังต้องสอนลูกให้มีความอดทนอีกด้วย พระคัมภีร์บอกว่า บุคคลผู้โกรธช้าก็ดีกว่าคนมีกำลังมาก (สภษ.16:32) คนที่โกรธช้าคือคนที่ควบคุมตัวเองได้ พระองค์สอนให้เราอดทนอย่างมีความหวังใจเสมอ ไม่ใช่อดทนอย่างไร้ความหวัง (มธ.10:21-23) และเมื่อเราอดทนเราก็จะเกิดความเข้าใจ (มธ.10:24-27) ความอดทนจะช่วยเราให้เรียนรู้ความจริงและมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นจงอดทนในทุกสิ่ง
3. อย่าตกอยู่ใต้ความกลัว (มธ.10:28-33)
ความกลัวไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเรากลัวอะไร ความกลัวบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี เช่นกลัวการทำผิดบาป เป็นต้น พระคัมภีร์สอนเราว่า อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่จงยำเกรงพระองค์องค์ซึ่งทำให้จิตวิญญาณพินาศได้ จงยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงควบคุมทุกสิ่งไว้ ถ้พระองค์ไม่ทรงอนุญาตสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าพระเจ้าจะให้ใครก็ขัดขวางไม่ได้เช่นกัน เราเป็นคนที่มีคุณค่าในสายตาของพระเจ้า พระองค์สนใจเราแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งบางครั้งเราเองก็ยังไม่เคยให้ความสนใจกับสิ่งนั้นเลย (มธ.10:30) เราต้องกล้าที่จะยอมรับความพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งปวง (มธ.10:32-33) เพราะพระองค์ก็จะทรงกระทำเช่นนั้นต่อพระบิดาที่ทรงสถิตอยู่ในสวรรค์ จงรู้เถอะว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ทรงมีชัยชนะเหนือโลกนี้ (ยน.16:33) ยิ่งเรากลัวเรายิ่งวิ่งหนี มันก็ยิ่งไล่ตามเรา และในที่สุดเราก็ล้มลง ดังนั้นจงอย่ากลัว จงวางใจในพระเจ้า
4. จงเห็นคุณค่าพระเจ้า (มธ.10:34-42)
การเห็นคุณค่าพระเจ้าเป็นดัชนีชี้วัดการเป็นสาวกได้เป็นอย่างดี สาวกคือผู้ที่ติดตาม ผู้ที่ทำตาม พระเยซูบอกว่า พระองค์ไม่ได้นำสันติภาพมาสู่โลก แต่ได้นำดาบมา นั่นไม่ได้หมายความว่า พระองค์นำการทำลายล้างมา แต่พระองค์กำลังส่งบททดสอบมาให้กับสาวกของพระองค์ ว่า สาวกคนนั้นจะเลือกสิ่งใด ระหว่างพระเจ้ากับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด (มธ.10:34-37) หรือว่าพระเจ้ากับคชตัวเอง (มธ.10:38-42) ซึ่งเป็นเครื่องทดสอบจิตใจของเราเป็นอย่างดีว่าเราจะเลือกพระเจ้าที่ทรงตายเพื่อเราหรือว่าเราจะเลือกสิ่งต่างๆ ที่ไม่เที่ยงแท้ เราต้องเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องเห็นคุณค่าพระเจ้ามากกว่าสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้าจะทรงประทานความสำเร็จให้กับเราทั้งหลายผู้เป็นสาวกของพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

15 ธันวาคม 2554

มรสุมแห่งความกลัว


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2011

พระธรรม มัทธิว 8:23-27
หลังจากที่พระเยซูได้เทศนาบนภูเขาแล้ว พระองค์ได้เสด็จลงไปรักษาตามหมู่บ้านต่างๆ รอบๆ ทะเลสาบกาลิลี พระองค์ได้ทำการอัศจรรย์อีกมากมาย ได้ขับผีออกจากคนเป็นอันมาก พระองค์ได้รักษาบ่าวของนายร้อยที่เป็นง่อยให้หาย ได้รักษาแม่ยายของเปโตร พระเยซูยังได้ท้าทายให้คนเดินติดตามพระองค์อย่างแน่วแน่ และพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งต่างๆ อย่างไม่หวั่นไหว หลังจากนั้นพระเยซูได้เสด็จลงเรือไปกับเหล่าสาวก เพื่อจะข้ามไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบกาลิลี ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเลสาบก็เกิดพายุใหญ่ขึ้นในขณะที่พระองค์กำลังหลับอยู่บนเรือ สาวกเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ เลยมาปลุกพระเยซู ความกลัวของสาวกเป็นเช่นมรสุมที่เกิดขึ้น อะไรเป็นสาเหตุของความกลัว และเราจะเอาชนะความกลัวได้อย่างไร เราสามารถเรียนรู้จากพระธรรมตอนนี้ได้ 3 ประการ

1. ดูที่สถานการณ์รอบตัว (มธ.8:23-25)
พายุใหญ่เกิดขึ้นขณะที่พระเยซูอยู่กับเหล่าสาวกอยู่ในเรือ แต่สาวกกลับไปมองดูอยู่ที่พายุใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามา จึงทำให้สาวกเกิดความกลัวขึ้นอย่างจับใจ ทำให้เหล่าสาวกทำอะไรไม่ถูก เกิดอาการรนรานขึ้นมา พี่น้องที่รักหลายต่อหลายครั้งที่ในชีวิตจริงของเราก็เป็นเช่นนี้ สายตาของเราจับจ้องอยู่ที่ปัญหาต่างๆ ที่โถมทับเข้ามาหาเรา ทำให้เราทำอะไรไม่ถูก  บางคนถึงกับเป็นลมหมดสติไปเพราะความกลัว เราสามารถควบคุมการตอบสนองของเราได้ อ.เปาโลบอกกับเราว่า อย่าเป็นเด็กอีกต่อไป (อฟ.4:14)  พระเยซูบอกว่าให้เราคิดใคร่ควรให้ดี (ลก.14:28-32) ไม่ว่าเราเผชิญสถานการณ์อย่างไร ให้เรามองไปที่พระเยซูผู้ที่ควบคุมทุกสิ่งไว้ ผู้ที่เป็นใหญ่กว่าสิ่งใดๆ ให้เราพึ่งพาพระคุณและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เช่นเดียวกับกษัตรย์เยโฮซาฟัสแม้จะมีความกลัวแต่ท่านแสวงหาพระเจ้า  (2พศด.20:1-3) ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหนให้เรามองไปที่พระเจ้า

2. ขาดความเชื่อ (มธ.8:26)
ไม่เพียงมองที่สถานการณ์เท่านั้น แต่เหล่าสาวกยังขาดความเชื่ออีก จึงเป็นเหตุให้เกิดความกลัวอย่างจับใจขึ้นมา ทั้งๆ ที่เหล่าสาวกเคยเห็นการอัศจรรย์มากมายที่พระเยซูทรงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหารคนห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว  แต่ยังทำให้เหล่าสาวกพวกนี้กลัวได้อีก จนพระเยซูต้องตำหนิว่า เหตุไฉนจึงขลาดนัก ช่างมีศรัทธาน้อยเสียจริงๆ ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคริสเตียน เมื่อขาดความเชื่อก็ทำให้เกิดความกลัว ถ้าไม่มีความเชื่อแล้วจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไม่ได้เลย (ฮบ.11:6)  จงอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่าสงสัยเลย (ยก.1:6) ถ้าเราขาดความเชื่อก็ให้เราอธิษฐานขอต่อพระเจ้า (ลก.22:32) ถ้าเราขาดความเชื่อก็ให้เราประกาศพระนามของพระเจ้า (รม.10:17) ถ้าเราขาดความเชื่อก็ให้เรามองที่ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (1ซมอ.17:32-37) อ.เปาโล บอกว่าพระองค์ทรงช่วยเราแล้วและจะทรงช่วยเราอีก (2คร.1:8-10) จงมีความเชื่อ ถ้าเรามีความเชื่อแล้วเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

3. ไม่รู้จักพระเจ้าจริงๆ (มธ.8:27)
เมื่อพระเยซูต่อว่าสาวกเสร็จพระองค์ก็ทรงห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบ เหล่าสาวกจึงเกิดการอัศจรรย์ใจและพูดกันว่า ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอ ลมและทะเลยังเชื่อฟังท่าน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เหล่าสาวกยังไม่รู้จักพระเยซูอย่างแท้จริง แม้ว่าพวกเหล่าสาวกจะเคยเห็นพระเยซูทำการอัศจรรย์มาแล้วก็ตาม พวกเขาอาจจะรู้จักพระเยซูเพียงแค่เป็นครูสอนศาสนาหรือเป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้รู้จักพระเยซูในฐานะพระบุตรของพระเจ้า  ให้เรารู้จักพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด  ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง (คส.1:16) เมื่อรู้จักรพระเจ้าแล้วเราจะวางใจในพระองค์เหมือนอย่างดาวิด (สดด.56:3-4) พระเจ้าไม่ได้ทรงประทานจิตใจที่ขลาดกลัวให้กับเรา  (2ทธ.1:7) จงเรียนรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง และไว้วางใจในพระองค์ ให้พระองค์ทรงนำพาชีวิตของเราไปตามน้ำพระทัยของพระองค์
ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างมองที่สถานการณ์เท่านั้น แต่ให้มองไปที่พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ จงมีความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงเป็นขึ้นจากความตาย และจงเรียนรู้จักพระองค์จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรานั้นเพื่อเราจะได้รู้จักกับพระเจ้าอย่างแท้จริง

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

16 ตุลาคม 2553

เผชิญการบั่นทอน

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2010
เทศนาเรื่อง “เผชิญการบั่นทอน”
พระธรรม เนหะมีย์ 4:10-23
     คำเทศนาตอนนี้สืบเนื่องมาจากครั้งที่ผ่านมา ที่เราได้ศึกษาผ่านมาแล้วว่า เนหะมีย์ได้เผชิญกับอุปสรรคขัดขวางมากมาย  แต่เนหะมีย์ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ มาถึงตอนนี้อุปสรรคก็ยังไม่ได้หมดไป แต่ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอื่นๆ อีกต่อไป อุปสรรคที่เนหะมีย์และพี่น้องต้องเผชิญกับแรงกดดันก็ทำให้พี่น้องคนยิวที่มาร่วมกันซ่อมกำแพงหมดกำลังใจ อันเนื่องมาจากการข่มขู่คุกคาม ของศัตรูที่อยู่โดยรอบ พระคัมภีร์ได้บอกเราว่าพี่น้องคนยิวในเวลานั้นถูกขู่ฆ่าเอาชีวิตถึง 10 ครั้ง (นหม.4:11-12) อีกทั้งยังมีคนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับเนหะมีย์อีก เราเห็นตั้งแต่การเทศนาครั้งที่ผ่านมาแล้วว่า กลุ่มของช้าราราชการบางกลุ่มไม่ยอมทำงานอะไร และงานก็ยังหนักมากด้วย เนื่องจากความเสียหายมีมาก ทั้งประตู ทั้งกำแพง ที่ปรักหักพังลงมา ทำให้บั่นทอนจิตใจทั้งเนหะมีย์และพี่น้องคนยิวในเวลานั้นเป็นอย่างมาก ผมจะให้ชื่อคำเทศนาตอนนี้ว่า “เผชิญการบั่นทอน” เนหะมีย์เผชิญการบั่นทอนจากอะไรบ้าง และเนหะมีย์ทำอย่างไรจึงสามารถพรพี่น้องคนยิวเอาชนะสิ่งเหล่านั้นมาได้  มี 3 สิ่งที่เนหะมีย์กำลังเผชิญ ดังนี้
     1 ความเหน็ดเหนื่อย (นหม.4:10)
งานซ่อมกำแพงเยรูซาเล็มที่ปรักหักพังมีมากมาย เราเห็นตั้งแต่บทแรกๆ ของพระธรรมเนหะมีย์มาแล้วว่า มีประตูถูกเผาทำลาย ทั้งวงกบและบานประตูเสียหายหมด กำแพงก็พังทลายหลายที่หลายแห่ง บางที่ก็ทะลุเป็นช่องโหว่ ช่องว่าง อีกทั้งวัสดุที่จะนำมาซ่อมก็ไม่ใช่จะหาง่าย พระคัมภีร์บอกว่า “เรี่ยวแรงของคนที่ขนของก็กำลังทรุดลง และมีสิ่งที่ปรักหักพังมาก” ความเหน็ดเหนื่อยได้เข้ามาสู่คนทุกคนในเวลานั้น งานก็มีมาก อุปสรรคก็ไม่น้อย ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้เกิดขึ้นเป็นธรรม แต่เราควรจะทำอย่างไร ที่จะเอาชนะสิ่งเหล่านั้น ความเหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะกับเนหะมีย์เท่านั้น แต่มันเกิดกับทุกคน เราเห็นเกิดขึ้นกับ เอลียาห์ ที่ต้องเผชิญกับผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จถึง 450 คน ที่ภูเขาคารเมล (1พกษ.18:19-20) และยังมาเจอกับการไม่ตัดสินใจที่จะเลือกติดตามพระเจ้าของคนอิสราเอลอีก (1พกษ.18:21-22) หลังจากนั้นเอลียาห์ ก็ต้องเผชิญกับการขู่เอาชีวิตของเยเซเบลอีก ทำให้เอลียาห์ต้องหนีเอาชีวิตรอด ไปถึงเบเออร์เชบา เขตประเทศยูดาห์ (1พกษ.19:2-3) เอลียาห์ เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ เกิดความท้อแท้ จนถึงขั้นขอพระเจ้าให้มาเอาชีวิตของท่านไป (1พกษ.19:4) แต่พระเจ้าก็มีทางออกให้กับเอลียาห์ (1พกษ.19:5-11) พี่น้องที่รัก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา พระเจ้าทรงมองดูอยู่ พระองค์จะทรงช่วยเหลือเรา เราจะสามารถก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นไปได้ เหมือนอาจารย์เปาโล ได้บอกให้เรารู้ว่า ท่านสามารถเผชิญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังท่าน (ฟป.4:13)
     2 ความกลัว (นหม.4:12, 14)
คนยิวหรือคนอิสราเอลในเวลานั้น ถูกขู่ฆ่าทำร้ายตั้ง 10 ครั้ง ทำให้เกิดความกลัวเข้ามาเกาะกินในจิตใจของคนเหล่านั้น จนทำให้พวกเขาต้องมาบอกให้เนหะมีย์รู้ว่ามีการขู่ฆ่าเอาชีวิต แต่ผู้นำอย่างเนหะมีย์ มีจิตใจที่หนักแน่น ไม่หวั่นไหวอย่างง่ายๆ และเนหะมีย์มั่นใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าที่เรียกให้เนหะมีย์กลับมาบูรณะเยรูซาเล็ม พี่น้องที่รักเมื่อพระเจ้าเรียกเราให้ทำสิ่งใดให้เรามั่นใจในการทรงเรียกของพระเจ้า ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหนก็ตาม เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าจะนำเราข้ามไปและความสำเร็จรอเราอยู่ข้างหน้า เนหะมีย์ ไม่ได้ปล่อยให้ความกลัวเข้ามาครอบครองในจิตใจ เพราะเนหะมีย์รู้ว่า ถ้าท่านเกิดความกลัวขึ้นมาอีกคนรับรองได้ว่างานจะไม่สำเร็จ เนหะมีย์รู้ว่าทีมงานมีความกลัว ก็หนุนใจทีมงานว่า “อย่ากลัวเขาเลย” (นหม.4:14) เราต้องไม่ปล่อยให้ความกลัวมีชัยชนะเหนือเรา เราต่างหากเป็นผู้ชนะความกลัว  ความกลัวต้องถอยออกไป เราสามารถเอาชนะความกลัวได้ด้วยความรัก พระคัมภีร์บอกเราว่า “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว” (1ยน.4:18) เราต้องขอความรักของพระเจ้าเติมให้เต็มในหัวใจของเรา เนหะมีย์ไม่เพียงแต่หนุนใจว่า อย่ากลัวเขาเลยเท่านั้น แต่เนหะมีย์บอกให้อิสราเอลว่า “จงระลึกถึงพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและน่าเกรงกลัว ผู้ที่ต่อสู้เพื่อท่านทั้งหลาย” (นหม.4:14) ไม่ว่าอะไรเข้ามาในชีวิตของเราให้เรามองดูที่พระเจ้า อย่ามองที่ปัญหาเท่านั้น เพราะว่ามันจะบั่นทอนจิตใจของเรา ถ้าความเจ็บป่วยเข้ามาในชีวิตของเรา ให้เรามองดูพระเจ้า อย่านอนจมอยู่ในความเจ็บป่วยนั้น จงรู้ว่า พระเจ้าจะช่วยเหลือคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง (รม.8:28) สำคัญอยู่ที่ว่าเรารักพระเจ้าหรือเปล่า และถามต่อไปว่า เรารักพระเจ้ามากขนาดไหน ดังนั้นเราต้องรักพระเจ้าเหมือนที่พระเจ้ารักเรา เมื่อเรามั่นใจว่าเรารักพระเจ้าจริงๆ เราไม่ต้องกลัวว่าพระเจ้าจะทอดทิ้งเรา พระเจ้าสัญญากับคนอิสราเอลว่าพระองค์จะอยู่ด้วยกับเขา พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเขา (ยชว.1:1-9) พี่น้องที่รักเราเป็นลูกของพระเจ้า พระเยซูตายเพื่อเรา เราเป็นยิ่งกว่าคนอิสราเอลที่กบฏอยู่เนืองนิตย์ ในพระเจ้าไม่มีความกลัว ให้เราอยู่ในพระเจ้าตลอดเวลา
     3 ศัตรู (นหม.4:11, 13, 16-23)
ศัตรูที่อยู่รอบไม่ว่าจะเป็นสันบาลลัท โทบีอาห์ อัสโดด ที่รายล้อมอิสราเอลอยู่รอบเยรูซาเล็ม ทั้งถากถาง เยอะเย้ย ดูถูกดูแคลน รวมทั้งขู่ฆ่าเอาชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า (นหม.4:11) ตลอดเวลาเกือบ 2 เดือน สิ่งเหล่านี้บั่นทอนจิตใจได้เป็นอย่างดี นี่ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงทิ้งไปแล้ว แต่เพราะเป็นการทรงเรียกของพระเจ้าทำให้เนหะมีย์สามารถเอาชนะศัตรูได้ เราเห็นกำแพงเยรูซาเล็มซ่อมเสร็จภายในเวลา 52 วันเท่านั้น เนหะมีย์สามารถเอาชนะได้อย่างไร 3 ประการ
        3.1 ปิดจุดอ่อน (นหม.4:13)
เนหะมีย์ป้องกันโดยการปิดจุดอ่อนให้หมด เนหะมีย์มองดูว่าตรงไหนเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้ถูกโจมตีได้ เนหะมีย์ปิด เราคนไปใส่ หาทางป้องกันล่วงหน้า พี่น้องที่รัก เราต้องดูว่าอะไรเป็นจะอ่อนในชีวิตของเราที่มารซาตานจะใช้เป็นช่องทางโจมตีเรา หรือทำร้ายเรา ถ้าจุดอ่อนของเราเป็นเรื่องการเงิน เราก็ต้องระมัดระวัง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ถ้าจุดอ่อนของเราเป็นเรื่องเพศ เราก็ต้องระมัดระวังไม่เปิดช่องไม่อยู่สองต่อสองกับเพศตรงข้าม มองหาให้เจอว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร คริสตจักรก็เช่นกันก็ต้องมองดูว่าอะไรเป็นจุดอ่อน ถ้าการประกาศเป็นจุดอ่อนเราก็ปิดโดยการจัดประกาศ พาพี่น้องออกไปประกาศ ถ้าจุดอ่อนเป็นเรื่องการเลี้ยงดูเราก็ปิดด้วยการลงไปเลี้ยงดู หน้าที่เราคือต้องหาให้พบว่าอะไรคือจุดอ่อน
        3.2 สร้างภาระใจ (นหม.4:13)
ไม่เพียงแต่ปิดจุดอ่อน เนหะมีย์ยังสร้างภาระใจให้กับทุกคน โดยมองดูว่าใครมีภาระใจเรื่องอะไรก็เอาคนไปใส่ไว้ตามนั้น หรือหนุนใจให้เกิดภาระใจเกิดขึ้น  เราต้องดูว่าเรามีภาระใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร เราต้องมองดูลูกแกะของเราว่าเค้ามีภาระใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็หนุนใจให้เค้าทำตามภาระใจ แต่ถ้าหากลูกแกะของเรายังไม่มีภาระใจเราก็สร้างภาระใจให้กับเค้า
        3.3 ร่วมมือร่วมใจ (นหม.4:16-23)
เนหะมีย์ให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้งานคืบหน้าไปมาก คนก็เกิดกำลังใจขึ้นอย่างมาก คนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี บางคนเป็นยาม บางคนมือข้างหนึ่งถืออาวุธมืออีกข้างหนึ่งก็ทำงาน บางคนกลางวันทำงานกลางคืนเป็นยาม บางคนไม่ได้กลับบ้านในเวลากลางคืน เนหะมีย์บอกว่า คนที่อยู่กับเนหะมีย์ไม่มีใครได้เปลี่ยนเสื้อผ้า แสดงว่าทุกคนร่วมมือร่วมใจกันอย่างแท้จริง พี่น้องที่รักถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจกันประกาศ ติดตามผล เลี้ยงดู ผมเชื่อว่างานของพระเจ้าจะเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก ถ้าเราอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในคริสตจักรเราจะต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่เพียงแต่ร่วมมือเท่านั้นแต่ต้องร่วมใจด้วย

ขอพระเจ้าอวยพรครับ
อ.สวัสดิ์ พันชนะ