แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทบาทในสังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทบาทในสังคม แสดงบทความทั้งหมด

10 มิถุนายน 2554

บทบาทในสังคม

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2011

พระธรรม โคโลสี 4:2-6
            พระวจนะของพระเจ้าสอนเราอย่างสมดุลย์อยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใดหรืออยู่ที่ใดพระเจ้าก็จะสอนให้เราดำเนินชีวิตอย่างสมดุลย์ สอนให้เรารู้จักบทบาทของตัวเราไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม เมื่อเราทำตามบทบาทที่พระเจ้าสอน เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระวจนะได้สอนเราถึงบทบาทในครอบครัวมาแล้ว และสอนให้เราเห็นถึงบทบาทในที่ทำงานมาแล้ว เท่านั้นยังไม่พอพระเจ้ายังสอนให้เรารู้จักบทบาทในสังคมอีกด้วย เพราะพระเจ้ารู้ว่าเราไม่ได้อยู่เฉพาะในบ้านและที่ทำงานเท่านั้น เรายังต้องอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าที่บ้านหรือว่าที่ทำงานต่างก็ถือว่าเป็นสังคมย่อยสังคมหนึ่งด้วย ดังนั้นให้เรามาดูด้วยกันว่าบทบาทของคริสเตียนเราในสังคมจะต้องทำอย่างไรบ้าง
            1. อธิษฐานเผื่อสังคมและชุมชน (คส.4:2)
            พระคัมภีร์บอกว่า “จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” บทบาทแรกของเราคือการอธิษฐาน คริสเตียนมีหน้าที่ต้องอธิษฐานเผื่อสังคมและชุมชนที่เราอยู่ ไม่ว่าที่นั่นจะเป็นที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือว่าที่ทำงาน หรือว่าในชุมชนที่เราอาศัยอยู่ รวมทั้งอธิษฐานเผื่อคริสตจักรที่เราผูกพันตัวด้วย นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าให้เทลงมาในสังคมนั้น คำว่าอธ้ษฐานอย่างขะมักเขม้น หมายถึงการอธิษฐานอย่างต่อเนื่อ  คริสตจักรสมัยแรกได้ขะมักเขม้นในการอธิษฐานอย่างมาก (กจ.1:14. รม.12:12) ทำไมถึงต้องขะมักเขม้นในการอธิษฐาน ก็เพราะว่า เรากำลังอยู่ในสงครามฝ่ายวิญญาณ  นางฮันนาอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยใจร้อนรนอย่างไม่หยุดยั้งเนื่องด้วยนางเป็นทุกข์เพราะไม่มีบุตร (1ซมอ.1:10)  พระคัมภีร์ยังใช้คำว่า “เฝ้าระวัง” ซึ่งหมายถึง ตื่นตัวอยู่เสมอ  ไม่ใช่เพียงแต่อธิษฐานขออย่างเดียว แต่ต้องขอบพระคุณด้วย เป็นการขอบคุณล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ได้รับคำตอบก่อน
            2. อธิษฐานเผื่อผู้นำและงานรับใช้ (คส.4:3-4)
            บทบาทของคริสเตียนไม่เพียงอธิษฐานเผื่อสังคมและชุมชนเท่านั้น อ.เปาโลยังได้บอกต่อไปว่า ให้อธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อให้พระเจ้าเปิดประตูไว้สำหรับข่าวประเสริฐ  ดังนั้นเราต้องอธิษฐานเผื่อผู้นำและงานรับใช้ของผู้นำมากๆ เพื่อให้พระเจ้าปกป้องและเปิดประตูให้ข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไป อ.เปาโลวิงวอนให้พี่น้องอธิษฐานเผื่อท่านอย่างมากๆ (รม.15:30, อฟ.6:19) เราต้องอธิษฐานเผื่อพี่เลี้ยง หัวหน้าแคร์ หัวหน้าหน่วย ผู้นำทุกระดับ รวมทั้งอธิษฐานเผื่อกันและกันด้วย  ผู้นำเป็นของประทานที่มาจากพระเจ้าสำหรับผู้เชื่อทุกคน
            3. สำแดงชีวิตที่เป็นแบบอย่าง (คส.4:5-6)
            คริสเตียนคือคนที่พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว ดังนั้นการดำเนินชีวิตต้องไม่เหมือนเดิม คนสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนมากขึ้นทุกวัน คริสเตียนชีวิตต่อสังคมอย่างไรบ้าง
            3.1 โดยใช้สติปัญญา (คส.4:5)
            แม้เรามาเชื่อในพระเจ้าแล้วเรายังต้องอยู่ในสังคมต่อไป เราไม่ได้แยกตัวออกไปอยู่ในป่า หรือไปตั้งชุมชนขึ้นมาใหม่ ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความบาป ความอิจฉาริษยา การเอารัดเอาเปรียบ พระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้าให้เราเข้าไปอยู่ท่ามกลางหมาป่า (มธ.10:16) เราต้องฉลาด เราก็ต้องดำเนินชีวิตโดยการใช้สติปัญญาที่มาจากพระเจ้า พระเจ้าเตือนเราให้ดำเนินชีวิตอย่างคนมีปัญญา (อฟ.5:15) เพราะว่าในโลกนี้เต็มไปด้วยกลอุบายและการล่อลวงของมารซาตาน เพื่อเราจะได้มีชัยชนะในทุกสถานะการณ์ เมื่อเราดำเนินชีวิตโดยสติปัญญาเราก็จะปลอดภัย (ยก.3:13, 17) คนที่อยู่ในทางพระเจ้าก็จะมีปัญญาและใจอ่อนสุภาพ
            3.2 โดยการฉวยโอกาส (คส.4:5)
            คำว่า “ฉวยโอกาส” ในภาษาเดิมแปลว่า “ไถ่เวลาคืนมา”  เราเห็นคำอุปมาเรื่องแผ่นดินสวรรค์เปรียบเสมือนไข่มุกหรือขุมทรัพย์ใครที่ค้นพบก็จะซ่อนเอาไว้แล้วกลับไปขายสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่แล้วเอามาซื้อขุมทรัพย์นั้น (มธ.13:44-46) ทำไมเราต้องฉวยโอกาส ก็เพราะว่าในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดี เป็นกาลที่ชั่ว เราต้องรีบพาคนออกจากอำนาจมืดของมาซาตาน (อฟ.5:16) เปโตรเป็นนักฉวยโอกาสคนหนึ่ง (กจ.2:14, 41)
            3.3 โดยคำพูดที่เหมาะสม (คส.4:6)
            การสำแดงชีวิตอีกประการหนึ่งคือการใช้คำพูดที่เหมาะสมกับแต่ละคนและเต็มไปด้วยความเมตตา สะท้อนความดีที่อยู่ภายในออกมาเป็นคำพูด คำพูดของเราต้องเป็นคำแห่งการหนุนน้ำใจ ให้กำลังใจ พูดแง่บวก สุภาพอ่อนโยน เป็นคำพูดที่ก่อให้เกิดความหวังใจ เกิดกำลังใจ ทำให้คนมีชีวิต พระคัมภีร์บอกว่า “เป็นคำพูดที่ปรุงด้วยเกลือ” คำพูดของเราต้องประกอบไปด้วยพระคุณและเมตตา (ลก.4:22) เราต้องเลิกโกหกและหันมาพูดความจริงต่อกัน (อฟ.4:25) เพราะว่าคำพูดโกหกไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การพูดความจริงต่อกันจะช่วยเสริมสร้างมากกว่า และทำให้เกิดผลดีทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
            ดังนั้นเราต้องทำบทบาทของเราอย่างถูกต้องและดีที่สุด ถ้าเราอยากเห็นสังคมและชุมชนที่เราอยู่มีความสงบสุข มีความเจริญเราต้องอธิษฐานเผื่อสังคมของเรา เราต้องอธิษฐานเผื่อผู้นำของเราทั้งงานรับใช้ที่ผู้นำทำอยู่ รวมทั้งผู้มีสิทธิอำนาจทั้งหลายด้วย และสำแดงชีวิตที่เหมาะสม (สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org)

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

28 เมษายน 2554

บทบาทในครอบครัว


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2011

พระธรรมโคโลสี 3:18-21
พระธรรมตอนนี้ต่อเนื่องมาหลังจากที่เรากลับใจใหม่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้วเราได้รับชีวิตใหม่ ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า  เราจะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะพระฉายหรือพระลักษณะของพระองค์จะปรากฏมากขึ้นในเรา  และเนื่องด้วยเราอยู่ในสังคมของโลกนี้ เราจึงต้องมีบทบาทต่อสังคม  เราจะได้เห็นว่าชีวิตคริสเตียนของเรามีบทบาทในครอบครัวอย่างไรบ้าง
1. บทบาทของภรรยาต่อสามี (คส.3:18)
การยอมนบนอบเชื่อฟัง เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้าสั่งให้ภรรยาฟังสามีของตน เพราะว่าเป็นการสมควร เนื่องจากพระเจ้าได้ตั้งสามีไว้เป็นผู้นำ เป็นผู้มีสิทธิอำนาจเหนือภรรยา แต่ไม่ได้หมายความว่าภรรยาจะต้อยต่ำกว่าสามี สะท้อนของสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์เหนือคริสตจักร (อฟ.5:24)  เพราะไม่มีอำนาจใดไม่ได้มาจากพระเจ้า (รม.13:1) พระเจ้าเป็นแหล่งแห่งสิทธิอำนาจ  (1ทธ.2:11-15) เอวาทำบาปเพราะไม่อยู่ใต้การปกคลุมของอาดัม (ปฐก.2:15-17) พระเจ้าสร้างอาดัม (ปฐก.2:18) เอวาถูกล่อลวง (ปฐก.3:1, 6)  เรารอดก็รอดโดยพระคุณ (อฟ.2:8) และการอยู่ภายใต้การปกคลุม (1ทธ.2:15)  ภรรยาดีก็ประเสริฐกว่าทับทิม (สภษ.31:10-29) ภรรยาที่ดีจะต้องนบนอบเชื่อฟังสามี (1ปต.3:1)
2. บทบาทของสามีต่อภรรยา (คส.3:19)
สามีจงรักภรรยาของตน การรักภรรยานั้นต้องรักแบบพระคริสต์รักคริสตจักร  เหมือนพระคริสต์สละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร (อฟ.5:25) ความรักทำให้ทุกสิ่งสมบูรณ์ (คส.3:14) ให้เกียรติ เห็นคุณค่า (1ปต.3:7) ผู้ชายมักจะไม่รู้จักว่าความรักมันเพียงพอแค่ไหน  เมื่อสามีรักภรรยาของตนแล้วก็จะไม่เกิดปัญหาครอบครัว
3. บทบาทของลูกต่อพ่อแม่ (คส.3:20)
เชื่อฟังพ่อแม่  การเชื่อฟังคือการยอมอยู่ใต้การปกคลุมดูแล อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ (อฟ.6:1) การเชื่อฟังนั้นมีขอบเขตที่ชัดเจน คือเชื่อฟังในองค์พระผู้เป็นเจ้า  เราต้องให้เกียรติพ่อแม่ของเรา (อฟ.6:2) การให้เกียรติจะทำให้เราได้รับพระพร (อฟ.6:3) พระเจ้าสั่งให้เราให้เกียรติ (มธ.15:4, มธ.19:19) การให้เกียรติพ่อแม่สามารถแสดงออก เช่น การเชื่อฟัง การดูแลท่าน
4. บทบาทของพ่อแม่ต่อลูก (คส.3:21)
พ่อแม่อย่ายั่วยุบุตร คืออย่าทำให้ลูกโกรธ เมื่อลูกโกรธลูกก็จะระงับอารมณ์ไม่อยู่ หรือในอีกทำนองหนึ่งก็คือ อย่าใช้สิทธิอำนาจเกินขอบเขต  พ่อแม่บางคนอาจจะรักลูกมาก ก็อยากให้ลูกเป็นอย่างที่ตนต้องการ จึงบังคับลูก ทำให้เกิดการทะเลาะกันในครอบครัว พ่อแม่ต้องอบรมสั่งสอนลูกในทางที่ถูกต้อง  พ่อแม่ต้องมีความเมตตาสงสารลูก (สดด.103:13) อย่ายั่วโทสะลูก (อฟ.6:4)

ดังนั้นถ้าเราต้องการเห็นครอบครัวของเรามีความสุข เราต้องช่วยกันทำตามบทบาทของเราอย่างดี เราต้องเรียนรู้ที่จะแสดงออกถึงความรักที่เรามีต่อกันและกัน เห็นอกเห็นใจกัน นบนอบเชื่อฟังกันและกัน ไม่ใช้อารมณ์ต่อกัน เราต้องจัดเวลาให้กันและกันมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้ที่เราได้ทำจะนำคนมาหาพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย

ขอพระเจ้าอวยพรครับ