แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อ แสดงบทความทั้งหมด

06 ธันวาคม 2555

พ่อแบบยาโคบ


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2012

พระธรรม ปฐมกาล 37:12-35

"พ่อ" หมายถึง "สามีของแม่" หรือ "ผู้ให้กำเนิด" ไม่ว่า พ่อ จะเป็นอย่างไร หรือเป็นแบบไหน ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นพ่ออยู่วันยังค่ำ บางคนอาจมีพ่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ บางคนอาจมีพ่อที่เป็นนักการพนัน บางคนอาจมีพ่อขี้เหล้า บางคนอาจมีพ่อที่ชอบทำร้ายแม่ บางคนอาจมีพ่อที่ไม่สามารถให้เงินเราได้เหมือนพ่อคนอื่น แต่พ่อก็ยังเป็นพ่อของเราอยู่นั่นเอง
ไม่มีพ่อคนไหนสมบูรณ์แบบ พ่อทุกคนต่างก็มีข้อบกพร่องเสมอ ไม่ด้านหนึ่งก็ด้านใด ดังนั้นให้เราภูมิใจว่า “เราเป็นลูกมีพ่อ” และเมื่อเรามารู้จักพระเจ้าแล้ว เรามีพ่อที่สมบูรณ์แบบ เป็นพ่อที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข รักเราเสมอ รักษาสัญญา พ่อคนนั้นคือพระบิดาที่ทรงพระชนม์อยู่
วันนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณพ่อของเรา ผมจึงอยากจะหนุนใจพี่น้องทุกท่านด้วยพระธรรมตอนนี้ ซึ่งยาโคบเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อทั้งหลาย ให้เรามาดูด้วยกันว่า “พ่อแบบยาโคบ” นั้นเป็นอย่างไร
ยาโคบไม่ได้เป็นพ่อที่วิเศษวิโสอะไรมากมายนัก ยาโคบก็เป็นคนธรรมดาๆ เหมือนเรา ทำผิดมากมายมาก่อนเหมือนเรา “ยาโคบ” แปลว่า “แย่งชิง” หรือ “ฉวยเอา” เรามาดูชีวิตของยาโคบผมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก แย่งชิงเอามาจากคนอื่น คือยาโคบแย่งเอาสิทธิบุตรหัวปีมาจากเอซาวโดยการร่วมมือกับนางเรเบคาห์ผู้เป็นแม่ เมื่อแม่ได้ยินอิสอัคพูดกับเอซาวว่าให้เอซาวไปล่าสัตว์และทำแกงมาให้พ่อกินแล้วพ่อจะอวยพรให้ นางเรเบคาห์จึงไปเรียกยาโคบมาและวางแผนให้ยาโคบปลอมตัวเป็นเอซาว (ปฐก.27:18-25) บางคนอาจจะบอกว่าเอซาวขายสิทธิบุตรหัวปีให้ยาโคบเอง (ปฐก.25:29-34) ช่วงที่สอง ช่วงถูกคนอื่นแย่งชิงเอาไป คือ เมื่อยาโคบได้รับการอวยพรจากอิสอัคแล้ว ทั้งอิสอัคและนางเรเบคาห์เกรงว่ายาโคบจะได้รับอันตรายจึงส่งให้ยาโคบไปอยู่กับญาติคือลุงลาบัน เมื่อยาโคบไปถึงก็พบกับนางราเชล จึงเกิดชอบนางราเชลเพราะว่ามีหน้าตาสวยงาม จึงตกลงทำงานให้กับลุง 7 ปี เพื่อจะได้แต่งงานกับนางราเชล แต่พอทำงานครบ 7 ปีลุงลาบันกลับยกนางเลอาห์พี่สาวให้โดยที่ยาโคบไม่รู้ พอรุ่งเช้าจึงรู้ว่าถูกหลก จึงไปต่อว่าลุงลาบัน ว่าทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้ (ปฐก.29:15-27) ช่วงที่สาม ช่วงที่แย่งเอาจากพระเจ้า เป็นเวลาที่ยาโคบกำลังเดินทางกลับไปเยี่ยมอิสอัคและนางเรเบคาห์ ระหว่างทางพระเจ้าได้มาเยี่ยมเยียนยาโคบในเวลากลางคืนและได้ปล่ำสู้กัน ยาโคบกอดรัดพระเจ้าเอาไว้ไม่ยอมปล่อยจนเวลาใกล้สว่าง พระเจ้าจึงบอกให้ยาโคบปล่อย ยาโคบจึงต่อลองกับพระเจ้า ว่าให้อวยพรให้ยาโคบก่อนแล้วจึงจะปล่อย พระเจ้าจึงเปลี่ยนชื่อให้ยาโคบ เป็น อิสราเอล เพราะว่าเจ้าสู้กับพระ แย่งชิงเอามาจากคนอื่นถึงสองครั้ง แต่ยาโคบก็มีส่วนดีหลายประการ เช่น เชื่อฟังพ่อแม่ (ปฐก.28:7) มีความรับผิดชอบดี มีความสัตย์ซื่อ มีความขยัน มีความอดทน เป็นต้น ในที่สุดพระเจ้าได้อวยพรยาโคบให้มีลูก 12 คน และลูกทั้ง 12 คนเป็นบิดาของชน 12 เผ่า 12 ชนชาติ ยาโคบได้ถ่ายทอดความเชื่อไปสู่ลูกๆทุกคน  เราจะต้องถ่ายทอดความเชื่อของเราไปสู่ลูกหลานของเราให้พวกเขารักพระเจ้าเหมือนเราหรือรักมากกว่าเรา เราต้องส่งผ่านความเชื่อไปสู่คนรุ่นหลังให้มาก ให้เราเป็น "พ่อแบบยาโคบ” ดังนี้
1.พ่อที่ดูแลครอบครัว (ปฐก.37:12-14)
ยาโคบได้จัดสรรหน้าที่การงานให้กับทุกคนในครอบครัวตามความเหมาะสม ใครทำอะไรได้ให้ทำสิ่งนั้น ภรรยาให้ดูแลเรื่องอาหารการกินในบ้าน ลูกๆที่โตแล้วก็ให้ไปเลี้ยงสัตว์ คนที่ยังเล็กก็ให้ช่วยงานที่บ้าน พ่อที่ดีจะต้องบริหารจัดการ ดูแลเอาใจใส่ครอบครัวอย่างดีตามกำลังความสามารถของตนเอง ต้องจัดสรรสิ่งต่างๆ ให้กับทุกคนอย่างเหมาะสม พ่อที่ดีต้องไม่ลำเอียง ต้องไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้ว่ายาโคบจะเอนเอียงไปทางนางราเชลก็ตาม พ่อที่ดีจะต้องสัตย์ซื่อต่อทุกคนในครอบครัว นี่คือพ่อแบบยาโคบที่เราควรจะเลียนแบบ
2.พ่อที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว (ปฐก.37:33-35)
เราเห็นได้จากการที่ยาโคบเห็นเสื้อของโยเซฟที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็รู้ได้ทันทีว่านี้เป็นเสื้อของลูกคนไหน เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ จึงทำให้ยาโคบร้องไห้ออกมาอย่างไม่ต้องอายใคร เพราะเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกอันเป็นที่รักไป ไม่ว่าใครจะปลอบอย่างไร ยาโคบก็ไม่ฟัง ปริ่มว่าจะขาดใจตายตามลูกไปในเวลานั้น บางคนอาจจะบอกว่า โยเซฟ เป็นลูกรักของยาโคบเพราะเกิดจากนางราเชล หญิงที่ตนรักและโยเซฟเกิดเมื่อยาโคบแก่แล้ว นั่นก็ถูกต้อง แต่ยาโคบไม่ได้ต่อว่าพวกพี่ชายของโยเซฟเลยว่าทำไมไม่ดูแลน้องให้ดี ทำไมปล่อยให้เสือมากัดกินน้องไปได้ และเมื่อในเวลากันดารอาหารพวกลูกๆ จะต้องเดินทางไปรับแบ่งอาหารที่อียิปต์ ยาโคบก็ไม่อยากให้ลูกๆไป เพราะเกรงว่าจะต้องสูญเสียลูกคนหนึ่งคนใดไป พ่อที่ดีต้องมีความสัมพันธ์ดีกับทุกคนในครอบครัว ต้องรู้ว่าลูกของตนแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร นิสัยอย่างไร แม้ว่าลูกบางคนนิสัยอาจจะไม่ถูกใจเราก็ตาม
พ่อที่ดีต้องดูแลเอาใจใส่ครอบครัว ต้องมีความสัมพันธ์ดีกับทุกคนในครอบครัว ต้องทำตามหลักหลักคำสอนของพระคัมภีร์ และต้องถ่ายทอดให้กับทุกคนในครอบครัว ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้าให้กับครอบครัว เนื่องในวันพ่อปีนี้ขอพระเจ้าอวยพรคุณพ่อทุกท่านให้เต็มไปด้วยพระพรและความชื่นชมยินดี มีสุขภาพแข็งแรงทุกท่านครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

15 ธันวาคม 2554

พ่อผู้เป็นที่รัก


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2011

พระธรรม ลูกา 15:11-24
จากเรื่องราวของบุตรน้อยหลงหายที่เรารู้จักกันดีนั้น อีกด้านหนึ่งเราได้เห็นบุคคลหนึ่งที่เราเห็นคือพ่อ ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนใครในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายคนโต หรือว่าเพื่อนฝูงของบุตรน้อยหลงหาย หรือชาวเมืองที่เขาไปอาศัยอยู่ รวมทั้งคนงานของพ่อ ความพิเศษที่ไม่เหมือนใครนี่เอง ทำให้เราสามารถเรียกท่านได้ว่า “พ่อผู้เป็นที่รัก” ท่านเป็นคนพิเศษอย่างไร เราสามารถเห็นได้จากพระธรรมตอนนี้ อย่างน้อย 4 ประการ คือ

1. ให้ความรัก (ลก.15:20)
หลังจากที่บุตรน้อยได้รับมรดกในส่วนที่เป็นของตนแล้วก็ได้ออกจากบ้านไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมเชื่อว่าพ่อคนนี้ไม่เคยนอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เคยมีความสุข จิตใจภายในคิดคำนึงหาแต่ลูกของตน มีแต่ความสงสัยในจิตใจว่า เขาจะอยู่อย่างไร กินอย่างไร ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่ลูกจะกลับมาหา เราสามารถเห็นได้จากพระคัมภีร์ตอนนี้ที่บอกว่า “แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาแลเห็นเขา” ซึ่งบ่งบอกให้เรารู้ว่า พ่อคนนี้คอยมองหาอยู่เสมอเมื่อเห็นแล้วก็รีบวิ่งออกไปกอดคอแล้วก็จุบเขาด้วยความรัก พระคัมภีร์ยังบอกในข้อ 24 อีกว่า “เพราะ​ว่า​ลูก​ของ​เรา​คน​นี้​ตาย​แล้ว แต่​กลับ​เป็น​อีก หายไป​แล้ว​แต่​ได้​พบ​กัน​อีก” เขาเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เสียไปแล้วได้คืน พ่อผู้ให้ความรักกับลูกเสมอ ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร พระคัมภีร็ได้บอกว่า บุตรคนนี้ได้พลาญสมบัติที่พ่อมอบให้จนหมด แล้วจึงกลับมาหาพ่อ แท้จริงแล้วเรามีอีกคนหนึ่งที่รักเรามากกว่าพ่อของเราอีก นั่นคือพระบิดา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์พระองค์ทรงรักเราอย่างมากเพราะว่าขณะที่เรายังเป็นคนบาปพระองค์ได้ทรงตายเพื่อเรา (รม.5:8) พระองค์รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งต่างจากความรักของพ่อเราในโลกนี้

2. ให้ความเมตตา (ลก.15:20)
นอกจากให้ความรักแล้วยังให้ความเมตตากับเราอีก พระคัมภีร์บอกว่า “บิดาแลเห็นเขาก็มีความเมตตา” เมื่อพ่อเห็นสภาพของลูกแล้วเกิดความเมตตาสงสาร คงเห็นสภาพเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าคงจะขาดวิ้น กลิ่นขี้หมูคงจะเหม็นหึ่ง ทำให้หัวใจของพ่อยิ่งเกิดความรักความเมตตาสงสารมากขึ้นไปอีก นี้คือหัวใจของพ่อผู้เป็นที่รัก พระเจ้าพระบิดาพระองค์ทรงเมตตาเราทั้งหลายอย่างมาก พระองค์ทรงเหยียบความผิด และเหวียงบาปของเราไปลงทะเลลึก (มีคาห์ 7:18-19) เมื่อพระเยซูเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่ง (มธ.9:36) พระเจ้าทรงมองดูเราอยู่เสมอด้วยความเมตตาของพระองค์ และพร้อมที่จะช่วยเหลือเรา หนุนใจเรา ปลอบประโลมใจเราในยามที่เราทุกข์ยาก พระเมตตาคุณของพระองค์ไม่เคยหมดไปจากชีวิตของเรา นี้คือพ่อผู้เป็นที่รัก

3. ให้อภัย (ลก.15:21-22)
ไม่เพียงแต่ให้ความรัก ความเมตตา พ่อยังให้อภัยในสิ่งที่ลูกได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าลูกจะเป็นเช่นไร พ่อก็ให้อภัยได้เสมอเมื่อลูกกลับใจ ไม่ว่าลูกจะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน หรือมากเพียงไรพ่อก็พร้อมที่จะให้อภัยกับลูกได้ขอเพียงลูกสำนึกได้ก็พอ ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่จะใจดำเกินกว่าที่จะให้อภับกับลูกได้เมื่อลูกสำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งการให้อภัย เมื่อเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อก็จะทรงยกความผิดบาปให้กับเราเสมอ (1ยน.1:9) พระเจ้าไม่เคยจดจำความผิดของเราเมื่อพระองค์ยกโทษให้แล้ว การยกโทษของพระองค์ไม่มีจำกัด ทุกครั้งที่เรากลับใจมาหาพระองค์ พระองค์ก็จะทรงยกโทษให้กับเราเจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ (มธ.18:21-22) เมื่อพระเจ้ายกโทษให้กับเรา เราก็ควรที่จะยกโทษให้กับคนอื่นด้วยเช่นกัน เราไม่ควรที่จะจดจำความผิดของคนอื่นด้วย

4. ให้สิ่งที่ดีที่สุด (ลก.15:21-22)
ไม่เพียงแต่ให้อภัย พ่อผู้เป็นที่รักยังให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก เมื่อลูกกลับมาหา พ่อก็ได้สั่งให้คนรับใช้ไปเอาเสื้อผ้าที่ดีที่สุดมาสวมใส่ให้กับลูก เอาแหวนมาสวมนิ้วมือให้กับเขา เอาลูกวัวอ้วนพีมาฆ่าเลี้ยงกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าพ่อเป็นผู้ที่รักนั้น ให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา แม้ว่าลูกจะไม่อยากได้ก็ตาม พ่อไม่ได้ดูว่าลูกทำผิดหรือไม่ พ่อมีสิ่งที่ดีให้กับลูกเสมอ เหมือนคำอุปมาของพระเยซูที่บอกว่า “พ่อผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีกับบุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรณ์จะประทานของดีกับผู้ที่ขอต่พระองค์ (มธ.7:9-11) พระเจ้าได้จัดเตรียมสิ่งที่ดีไว้ให้กับเรา เพียงแต่เรากลับมาหาพระองค์และขอจากพระองค์เท่านั้น พระองค์เตรียมสิ่งประเสริฐกว่านั้นให้กับเราอีกนั่นคือชีวิตนิรันดร์ (ฮบ.11:40)
พ่อผู้เป็นที่รัก ที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร พ่อยังคงเป็นพ่อของเราเสมอและยังเป็นพ่อที่รักเรา เมตตาเรา ให้อภับเรา ไม่ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไรพ่อก็ยังคงเป็นพ่อคนเดิม เป็นพ่อที่ได้จัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา แม้ว่าอาจจะไม่ดีเท่าคนอื่น แต่พระบิดาของเรามีสิ่งดีมากมายที่รอเราทั้งหลายอยู่ จงกลับมาหาพระบิดาของเรา เข้ามาหาพระองค์และรับพระพรจากพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

02 พฤษภาคม 2554

ไม่ต้องกลัว


                เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2011 ท่านอาจารย์ ดร.เลิศ ทิศยากร ได้มาเทศนาที่คริสตจักร พวกเราได้รับพระพรอย่างมาก ขอบคุณพระเจ้า ท่านได้แบ่งปันในพระธรรมโรมบทที่ 8 ข้อ 15 ขอเดียว แต่เป็นข้อเดียวที่ให้ข้อคิดและหลักการในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเราได้อย่างดี

ผมจึงขอนำมาเเบ่งปันไว้ ณ ที่นี้

                 โรม 8:15 เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก   แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า   ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า   “อับบา”   คือพระบิดา 

                ท่านอาจารย์ได้ชี้ให้เห็นความพิเศษของคำ 2 คำ ของพระวจนะข้อนี้ คำเเรก ก็คือคำว่า "น้ำใจทาส" กับอีกคำหนึ่งคือ "อับบา" ที่แปลว่าพระบิดา

สองคำนี้มีความหมายพิเศษมากสำหรับเราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อ อาจารย์ได้ให้คำอธิบายคำว่า “น้ำใจทาส” ในที่นี้นั้น ความจริงแล้ว คำว่า “น้ำใจ” ในที่นี้ ในภาษากรีก คือคำว่า “นิวมา” ซึ่งหมายถึง ลม, พระวิญญาณ

ดังนั้นที่โรมบทที่ 8 ข้อ 15 ได้บอกว่า “เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาส” แต่ได้รับ “พระวิญญาณ” ของพระเจ้า จึงไม่ทำให้เราต้องตกอยู่ในความกลัวอีกต่อไป เพราะว่า เราไม่ได้เป็นทาส แต่เราเป็นไท เรามีอิสรภาพในพระเยซูคริสต์

“ความกลัว” ทำให้เราท้อแท้ แต่พระเจ้าได้ประทานฤทธิ์แห่งความรักความกล้าหาญให้กับเรา
2 ทิโมธี 1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา  
1 ยนห์น 4:18 ในความรักนั้นไม่มีความกลัว   แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย   เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

ดังนั้นการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเราจึงไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกลัวอีกต่อไป เพราะว่าเราไม่ได้เป็นทาสแล้ว เราอย่าปล่อยให้มารหรอกความคิดเรา และอย่าทำตัวเองให้เป็นทาสของมารอีกต่อไป
อีกคำหนึ่งคือคำว่า “อับบา” ที่แปลว่า “พระบิดา”  พระคัมภีร์ได้บอกให้เรารู้ว่า พระเจ้าได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสูทธิ์ให้กับเรา เพื่อให้เราเป็นลูกของพระเจ้า เราจึงสามารถเรียกพระเจ้าว่า “พ่อ”

ความจริงแล้วพระคัมภีร์ได้บอกว่า “ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” (ก็คือพ่อนั่นเอง) พระเจ้าเป็นพ่อของเรา หลายคนพอพูดถึงคำว่า “พ่อ” แล้วอาจจะรับไม่ได้ เพราะว่าติดภาพของพ่อที่ลงโทษอย่างรุนแรง หรือเห็นภาพที่พ่อทำร้ายแม่ หรือเป็นภาพพ่อที่เมาเหล้าขาดความรับผิดชอบ มีบาดแผลอยู่ในใจทำให้รับไม่ได้กับคำว่า “พ่อ”

แต่จะขอบอกว่า “พ่อ” คนนี้ ไม่เหมือนพ่อของเราที่ทำทารุนโหดร้ายกับเรา หรือกับแม่ของเรา หรือกับใครๆที่เกี่ยวข้องกับเรา แต่ “พ่อ” คนนี้ มีความรักความเมตตาอยู่เสมอ เป็นพ่อที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาหาในยามที่ลูกๆต้องการ ในยามที่ลูกๆตกระกำลำบาก

“พ่อ” คนนี้พร้อมที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกของท่านเสมอ เรารู้ได้อย่างไรว่า “พ่อ” คนนี้เป็นอย่างนั้น พระวจนะของพระเจ้าได้บอกเราไว้ใน
ลูกา 11:11-13 11มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา   ถ้าบุตรขอ (สำเนาโบราณหลายฉบับ   เพิ่มว่า   ขนมปัง   จะเอาก้อนหินให้เขาหรือ   หรือถ้าขอ) ปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ 12หรือถ้าขอไข่   จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ 13เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์”  

พ่อในโลกนี้ที่เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีกับบุตรของตนเลย แล้วทำไม “พ่อ” คนนี้ของเราที่ตายเพื่อเราจะไม่ให้ของที่ดีกว่ากับเราทั้งหลายที่เป็นลูกของพระองค์หรือ

“พ่อ” คนนี้ของเรา ก็เป็น “พ่อ” ที่ขี้อวดเหมือนกับพ่อทุกๆคนบนโลกนี้เหมือนกัน เราเห็นได้จากที่ “พ่อ” คนนี้อวดลูกของพระองค์ใน โยบ 1:8 8และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า   “เจ้าได้ไตร่ตรองดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่   ว่าในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา   เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม   เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย”

พระเจ้าพูดอวดกับซาตานว่า “โยบเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม ในแผ่นดินโลกนี้ไม่มีใครเหมือนเขาเลย” พระเจ้าภาคภูมิใจในลูกของพระองค์เสมอ

หลายคนคงคิดในใจว่า ก็เราไม่เหมือนโยบนี่ พระองค์จะยังทรงรักเราหรือ ก็ขอบอกเอาไว้ที่นี้เลยว่า พระองค์ยังทรงรักเราอยู่เสมอ แม้เราไม่เหมือนโยบ แต่เราก็ยังเป็นลูกของพระองค์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เหมือนกับชีวิตของเรา เมื่อเราเกิดมาใหม่ๆ เราเป็นทารก เราก็เป็นลูกของพ่อแม่ เมื่อเราโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว เราก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่ และเมื่อเราโตขึ้นมาอีก เราแต่งงานเปลี่ยนนามสกุลไปแล้ว เราก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่อยู่ ความเป็นลูกไม่ได้หมดไปตามกาลเวลาฉันใด ความเป็นลูกของพระเจ้าก็ไม่ได้หมดไปตามความชั่วดีของเรา เรายังเป็นลูกของพระองค์เสมอ

ตัวอย่างที่ดีที่สุดของ “พ่อ” คนนี้ก็คือ บิดาของบุตรน้อยที่หลงหายไป เฝ้าคอยลูกกลับมาหาทุกวัน เมื่อลูกกลับใจใหม่กลับมาหาพ่อ พ่อก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรสักคำ แต่กลับจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

“พ่อ” คนนี้ ไม่เหมือนพ่อที่เป็นคนบาป แต่เป็นพ่อที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ คอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ คอยดูอยู่ไม่ให้คลาดสายตา คอยว่าเมื่อไหร่ลูกของพระองค์จะกลับมา และเมื่อลูกกลับมา “พ่อ” คนนี้ก็จะเปรมปรีเป็นอย่างมาก เหมือนในคำอุปามาในพระธรรมลูกา

ลูกา 15:3-7  3พระองค์จึงตรัสคำเปรียบให้เขาฟังดังต่อไปนี้ว่า 4“ในพวกท่านมีคนใดที่มีแกะร้อยตัว   และตัวหนึ่งหายไป   จะไม่ละเก้าสิบเก้าตัวนั้นไว้ที่กลางทุ่งหญ้า   และไปเที่ยวหาตัวที่หายไปนั้นจนกว่าจะได้พบหรือ 5เมื่อพบแล้วเขาก็ยกขึ้นใส่บ่าแบกมาด้วยความเปรมปรีดิ์ 6เมื่อมาถึงบ้านแล้ว   จึงเชิญพวกมิตรสหายและเพื่อนบ้านให้มาพร้อมกัน   พูดกับเขาว่า   'จงเปรมปรีดิ์กับข้าพเจ้าเถิด   เพราะข้าพเจ้าได้พบแกะของข้าพเจ้าที่หายไปนั้นแล้ว' 7เราบอกท่านทั้งหลายว่า   เช่นนั้นแหละ   จะมีความปรีดีในสวรรค์   เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่   มากกว่าเพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจใหม่

ดังนั้นให้เรากลับใจใหม่ กล้าที่จะกลับมาหาพระเจ้า ไม่ต้องกลัวว่าพระเจ้าจะไม่รับเรา พระองค์พร้อมที่จะรับเรา ให้โอกาสกับเรา ให้อภัยเรา ให้สิ่งที่ดีต่างๆกับเรา พระองค์ทรงยอมรับเราอย่างที่เราเป็น จงกลับมาหาพระเจ้าตั้งแต่ยังมีเวลาและโอกาสอยู่เถอะครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ