แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

22 ธันวาคม 2555

ความเชื่อที่ผ่านการทดสอบ

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2012

พระธรรม มัทธิว 15:21-28
พระเยซูเข้าไปยังเขตแดนของเมืองไทระและเมืองไซดอน ซึ่งเป็นเขตแดนของคนต่างชาติ มีหญิงคนนาอันคนหนึ่งมาร้องขอความเมตตาจากพระองค์ เพราะลูกสาวของนางนั้นโดนผีเข้าสิงเป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก ไม่ว่านางจะร้องเสียงดังขอความเมตตาจากพระเยซูเท่าไหร่ เหมือนพระองค์ไม่ทรงได้ยินสิ่งที่นางร้องขอ เสียงร้องของนางยังดังไปรบกวนโสดประสาทของสาวกของพระองค์ ทำให้สาวกเกิดความไม่พอใจไปบอกพระเยซูให้ไล่นางไปให้พ้นๆอีก ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนพระเยซูได้ดูหมิ่นถากถางโดยการพูดว่าคนต่างชาติอย่างนางนั้นเป็นเหมือนสุนัข ที่ไม่สมควรให้เอาอาหารของลูกโยนให้กินอีก นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น แต่จากพระคัมภีร์ตอนนี้เราได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของหญิงชาวคานาอันหรือหญิงต่างชาติคนนี้ ที่แต่ต่างไปจากคนอื่นๆ หรืออาจะแตกต่างไปจากเราทั้งหลายก็ได้ ถ้าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะตอบสนองอย่างไร หลายคนอาจจะถอนสมอกลับบ้านไปแล้ว หลายคนอาจจะเลิกติดตามพระเจ้าไปเลยก็ได้ แต่หญิงคานาอันคนนี้ มีความเชื่ออย่างมากจนในพระเยซูได้กล่าวไว้ในข้อ 28 ว่า หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของท่านเถิด เราเห็นความเชื่อของนาง เป็นความเชื่อที่พระเจ้าพอพระทัย เป็นความเชื่อที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งเราจะมาดูว่าพระเยซูทดสอบอะไรนางบ้าง
1. เชื่อแม้เผชิญความเงียบ (มธ.15:21-23)
นางมาร้องขอความเมตตาจากพระเยซู ไม่ว่านางจะร้องตะโกนเสียงดังมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าพระเยซูไม่ได้ยิน พระองค์ไม่ได้สนใจว่านางจะเป็นอย่างไร นางจะเหนื่อยแค่ไหน ไม่สนใจว่านางจะทุกข์ทรมานอย่างไร พระองค์กับนิ่งเงียบ พระองค์ไม่มีหูหรือ หรือว่าพระองค์หูตึง สดด.94:9 พระองค์ต้องการทดสอบว่าถ้าเงียบอย่างนี้ นางจะยังเชื่ออยู่หรือเปล่า พี่น้องที่รัก พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ไม่ได้หูหนวกหรือหูตึง อสย.59:1 พระองค์ทรงได้ยินสิ่งที่เราร้องทูล ความจริงแล้วพระองค์ทรงรู้ถึงความคิดของเราที่อยู่ภายในจิตใจของเราด้วยซ้ำ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าว่าจะได้ยินหรือไม่ได้ยิน แต่อยู่ที่เราว่า จะเชื่อพระองค์ต่อไปหรือไม่  จะยังมั่นคงในความเชื่ออยู่ต่อไปอีกมั้ย แม้ว่าต้องเผชิญกับความเงียบ การที่พระองค์เงียบ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่สนใจ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่รัก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีความสามารถ แต่เป็นการทดสอบเราว่า เรายังเชื่อมั่นคงอยู่หรือเปล่า
2. เชื่อแม้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย (มธ.15:24-25)
เมื่อสาวกไปถามพระเยซูว่าให้ไล่นางไปให้พ้นๆ มั้ย พระเยซูตอบสาวกว่า พระองค์ไม่ได้มาตามหาคนนอกรีต ไม่ได้มาตามหาคนต่างชาติ แต่มาตามหาวงศ์วานของอิสราเอล ซึ่งคำพูดนี้บ่งบอกให้รู้ถึงเงื่อนไขบางประการว่า คนที่พระเยซูมาตามหานั้นเป็นพวกไหน เมื่อมาดูว่านางคือคนต่างชาติ ซึ่งไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่พระองค์จะมาให้ความช่วยเหลือ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเหมือนทางที่ตันแล้วของหญิงต่างชาติคนนี้ แต่นางไม่ท้อใจ นางรู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่มีความเมตตา นางรู้ว่าถ้าขอแล้วจะได้ นางเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยลูกของนางได้ นางร้องขอจนกว่าพระเจ้าจะเมตตา ร้องจนกว่าจะได้รับ นางเชื่อว่าพระเจ้าจะต้องให้ความเมตตาอย่างแน่นอน สดด.8:4 พี่น้องที่รักไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์อย่างไร ให้เรามองดูที่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตา อย่ามองดูที่สถานการณ์ อย่างมองดูที่สิ่งที่อยู่รอบข้างเรา แต่ให้มองที่พระเจ้าผู้ทรงใหญ่ยิ่งสูงสุด จงร้องทูลต่อไป จงขอต่อไป จนกว่าพระเจ้าจะเมตตา
3. เชื่อแม้ถูกบั่นทอนจิตใจ (มธ.15:26-27)
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเยซูได้ทดสอบความเชื่อของนางว่า จะยังเชื่ออยู่อีกมั้ย พระองค์ได้ใช้คำพูดที่ฟังดูแล้วเจ็บปวดมากสำหรับคนต่างชาติอย่างนาง โดยเปรียบเปรยว่านางเป็นเหมือนกับสุนัข ซึ่งเป็นการดูถูกอย่างมาก ถ้าเป็นเรา เราจะรับได้มั้ย อุสาห์ดั่นด้นมาหา กว่าจะเดินทางมาถึง กว่าจะเบียดคนเข้ามาได้ กว่าที่จะทำให้พระเยซูพูดกับนางได้ต้องเผชิญกับอะไรมากมาย เมื่อทำให้พระเยซูพูดกับตนเองได้แล้วกลับถูกดูถูกเหยียดหยามอีก ผมเชื่อว่าถ้าเราเจอเช่นนี้เราก็คงต้องเดินจากไปอย่างแน่นอน แต่นางไม่ท้อใจง่ายๆ นางรู้ว่าตื้อเท่านั้นที่จะครองใจพระเจ้าได้ นางนึกถึงความรักที่นางมีต่อลูกสาวของนาง นางก็นึกถึงความรักของพระเจ้าว่าจะต้องมีไม่น้อยกว่านั้นแน่ ทำให้นางมีความหวังใจในพระเจ้าอย่างมาก พคค.3:17-26 การโต้ตอบของนางทำให้เราว่า ไม่เพียงนางมีความเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น แต่นางรู้ว่านงเป็นใคร และพระองค์เป็นใคร นางมีความถ่อมใจยอมรับในสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์
พี่น้องที่รักหลายครั้ง หลายสถานการณ์ เรามีความเชื่อมาก เราไม่สงสัยในพระเจ้า เรารู้ว่าพระเจ้าทรงมีความสามารถ แต่เราขาดความถ่อมใจ เราต่างกับหญิงคานาอันคนนี้ที่เราไม่มีความถ่อมใจอย่างแท้จริง เราเรียกร้องสิทธิในความเป็นบุตร นั่นก็ไม่ผิด เพราะเราเป็นบุตรของพระเจ้า แต่เราไม่ถ่อมใจ ทำให้เราไม่ได้รับคำตอบจากพระเจ้า ให้เราถ่อมใจลงต่อพระเจ้า ยอมรับในสิทธิอำนาจของพระเจ้าสิครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

25 พฤษภาคม 2555

ลักษณะชีวิตใหม่ในพระคริสต์


สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2012
พระธรรม ลูกา 5:12-15
เทศนาโดย อ.งามพันธ์  พิมพ์พรรณ์

พระธรรมตอนนี้ได้กล่าวถึงคนโรคเรื้อนมาร้องขอให้พระเยซูรักษาโรคเรื้อนของตนเองให้หาย โดยกล่าวว่า “เพียงแต่พระองค์จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายโรดได้” คนโรคเรื้อนเป็นที่น่ารังเกียรติในสังคมเวลานั้น ความจริงก็ยังเป็นที่น่ารังเกียรติในปัจจุบันด้วย คนโรคเรื้อนเป็นเหมือนคนบาป คือคนที่มีมลทิน จะต้องถูกแยกตัวออกไปอยู่ต่างหาก ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ การที่คนโรคเรื้อนคนนี้มาหาพระเยซูใจกลางเมือง ก็เป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างมาก ได้มาขอร้องวิงวอนกับพระเยซูให้รักษาเขาให้หาย และพระเยซูก็ทรงรักษาเขาให้หายตามที่เขาต้องการ พระเยซูไม่ได้รังเกียจคนโรคเรื้อน เช่นเดียวกับที่พระเยซูไม่ได้รังเกียจคนบาปอย่างเรา ลักษณะชีวิตของคนโรคเรื้อนทำให้เราเห็นลักษณะชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ 4 ประการ คือ
1. ชีวิตที่มีความเชื่อ (ลก.5:12)
คนโรคเรื้อนต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะสามารถเข้าถึงพระเยซู เพราะว่ามีคนจำนวนมาก อีกทั้งคนโรคเรื้อนเป็นที่ต้องห้ามในสังคมไม่สามารถที่จะมาอยู่ปะปนกับคนทั่วไปได้ ต้องอยู่ห่างจากคนอื่น (ลก.17:12) แต่คนโรคเรื้อนมีความเชื่อว่า พระเยซูสามารถที่จะรักษาเขาให้หายได้ จึงใช้ความพยายามบวกกับความเสี่ยงเพื่อเข้ามาหาพระเยซู เพราะว่าถ้าไม่มีความเชื่อแล้วจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไม่ได้เลย (ฮบ.11:6) คนโรคเรื้อนกับคนบาปมีความใกล้เคียงกันมาก เพราะว่าคนโรคเรื้อนขาดสันติสุขในชีวิต คนบาปก็ขาดสันติสุขในชีวิตด้วยเช่นกัน เราจะต้องเข้ามาหาพระเจ้าด้วยความเชื่อ (ฮบ.4:16) พระเยซูเป็นคำตอบเดียวสำหรับชีวิต (กจ.4:12) เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย พระองค์ได้ทรงไถ่บาปเราทั้งหลาย (รม.6:23) ความบาปทำให้เราป่วยไข้ ไม่เพียงความป่วยไข้ฝ่ายร่างกาย ยังทำให้เราป่วยไข้ฝ่ายวิญญาณอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้เราป่วยในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และด้านอื่นๆอีกมากมาย
2. ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงโดยพระเยซู (ลก.5:13)
พระเยซูตรัสว่า “เราพอใจเจ้าแล้ว...ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย” พระเยซูทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับคนโรคเรื้อน พระเจ้าตอบสนองความต้องการของคนโรคเรื้อน คนโรคเรื้อนเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เราลองจินตนาการดูว่าคนที่ถูกสังคมรังเกียจ ไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ ต้องแยกไปอยู่ต่างหาก จะดีใจสักเพียงใดที่ได้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในครอบครัวอีก กลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่ง คนบาปที่กลับใจใหม่และเขื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ จะได้รับการเปลี่ยงแปลงจากพระองค์ เราต้องยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลง เราต้องยอมให้พระเจ้าสร้างเราขึ้นมาใหม่ เพราะว่าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว (2คร.5:17) อ.เปาโลได้วิงวอนเราทั้งหลายให้ถวายตัวของเราให้กับพระเยซูคริสต์ (รม.12:1-2) ในพระคัมภีร์เดิมใช้สัตว์ที่ตายแล้วเป็นเครื่องบูชาแต่ในปัจจุบันใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์ของเรา ชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงถวายแด่พระเจ้า อ.เปาโลบอกว่า “ข้าพระเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว” (กท.2:20) เราไม่ใช่เจ้าของชีวิตของเราอีกต่อไป แต่พระคัมภีร์บอกว่าเราต่างก็หลงเจินไปเหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยง (อสย.53:6) แต่พระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อช่วยเหลือคนที่หลงไปให้กลับมา (ลก.9:10) พระเจ้าต้องการที่จะเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้กับเรา
3. ชีวิตที่สำแดงพระคริสต์ (ลก.5:14)
พระเยซูบอกให้คนโรคเรื้อนไปสำแดงตัวแก่ปุโรหิต เพื่อให้ปุโรหิตตรวจสอบว่าหายจากโรคเรื้อนแล้ว คนโรคเรื้อนได้ไปแสดงตัวกับปุโรหิต ซึ่งก็จะต้องถูกซักถามว่า หายอย่างไร ไปทำอะไรมาถึงได้หายแล้ว คนโรคเรื้อนก็คงบรรยายให้ปุโรหิตฟังอย่างละเอียด และก็คงจะพูดกันปากต่อปาก ทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ชีวิตที่หายจากโรคเรื้อนเป็นชีวิตที่สำแดงพระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน เราจะต้องสำแดงพระเยซูที่อยู่ในชีวิตของเราให้ชัดเจนเช่นเดียวกัน โดยการสวมสภาพใหม่ที่ทรงสร้างขึ้น (อฟ.4:24) เราเป็นเหมือนตะเกียงที่ส่องสว่างให้คนทั้งหลาย (มธ.5:16) คริสเตียนจะต้องเป็นคนที่เปลี่ยนโลกนี้ เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนชุมชน ให้เราเป็นความสว่างของโลกนี้ ให้เป็นแสงสว่างที่จะส่องทางให้กับคนตาบอดฝ่ายวิญญาณ
4. ชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเยซู (ลก.14-15)
คนมากมายมาแสวงหาพระเยซูคริสต์ เพื่อต้องการอยากรู้จัก ต้องการอยากเห็น ต้องการความช่วยเหลือ คนโรคเรื้อนทำให้พระเยซูเป็นที่รู้จักและได้รับเกียรติ ชีวิตของเรา การกระทำของเรา คำพูดของเราจะต้องทำให้พระเยซูได้รับเกียรติ พระเจ้าเรียกเรามาเพื่อให้ถวายเกียรติแด่พระองค์ คนจะสรรเสริญพระเจ้าเพราะเรา (1พศด.16:24-25) อ.เปาโลบอกว่าจงถวายเกียรติแด่พระเจ้า (1คร.6:20) เปโตรบอกว่าเราเป็นชนชาติบริสุทธิ์ของพระเจ้า จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด (1ปต.2:9) ให้เราซื่อสัตย์ในบทบาทหน้าที่ของเรา ให้ชีวิตของเราเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ต้องทุกวันในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูดหรือการแต่งตัวของเรา ต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะว่าพระเยซูได้ถ่ายเราชีวิตของพระองค์ ทรงซื้อเรามาด้วยราคาแพง จงมีชีวิตใหม่ในพระองค์

ขอพระเจ้าอวยพรครับ