แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถ่อมใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถ่อมใจ แสดงบทความทั้งหมด

18 มกราคม 2556

ยอมรับกันและกัน


สรุปคำเทศนาในวันอาทิตย์ที่  13  มกราคม  2013

พระธรรม มาระโก 9:33-37

โดยอาจารย์สุรชาติ คงจาย

            พระเยซูสอนเรื่อง “การยอมรับกันและกัน” ผ่านตัวอย่าง “การยอมรับเด็กเล็กๆ” ในพระธรรมมาระโก 9:33-37   ในเหตุการณ์วันนั้น พอพระเยซูกับเหล่าสาวกเดินทางมาถึงเมืองคาเปอรนาอุม และเข้าไปในเรือน คำถาม? ของพระองค์ถึงกับทำให้สาวกอึ้ง! และพูดไม่ออก ทั้งๆที่พระองค์ทราบว่า พวกเขาโต้แย้งกันเรื่องอะไรในระหว่างเดินทางมาถึงเมืองคาเปอรนาอุม ที่พระองค์ถาม...ไม่ใช่พระองค์ไม่รู้ พระองค์รู้และทราบทุกอย่าง แต่ทำไมพวกสาวกไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ ที่พระองค์ถามได้? ทั้งๆที่พระองค์พร่ำสอนพวกเขามาโดยตลอด แต่พวกเขาไม่เข้าใจ และเกรงใจที่จะถาม จึงทำให้พวกเขามีความคิดแบบเดิมๆของตนเอง และเข้าใจผิดและยึดติดความคิดที่ไม่ถูกต้องได้ พระเยซูจึงเรียกสาวกสิบสองคนมาสอนโดยให้เด็กคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงกลางวงสนทนา ในข้อ 37 “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเราผู้นั้นก็รับเรา”  นี่เป็นประโยคเด็ดของพระเยซูซึ่งเป็นหัวใจหลักในการที่จะทำให้พวกเขาควรยอมรับกันและกัน โดยไม่ต้องมาคิดว่าใครใหญ่กว่าใคร ที่แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ถ้าผู้ใดยอมรับยังมีค่าเท่ากับการยอมรับตัวของพระคริสต์เอง นี่คือคำแนะนำของพระเยซูให้หลักคิดว่าเราจะยอมรับกันและกันได้อย่างไร?

1. ไม่เปรียบเทียบกัน (ข้อ 34)
เหล่าสาวกได้เถียงกันว่า..คนไหนจะใหญ่กว่ากัน นี่คือ การเปรียบเทียบโดยวัดระดับว่าใครใหญ่กว่ากัน    การเปรียบเทียบคือ การเทียบเคียงว่า สิ่งใดเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ถ้าต่างกัน มีอะไรดีกว่าอะไร สิ่งใดดีกว่าสิ่งใด หรือใครดีกว่าใคร ดังนั้นการเปรียบเทียบเป็นกระบวนการนำไปสู่การเลือกตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เลือกที่จะเก็บรักษาหรือโยนทิ้ง จึงอาจนำไปสู่การไม่ยอมรับได้ที่สุด ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการยอมรับกันและกันขึ้นในความสัมพันธ์ใดๆก็ตาม จึงต้องระมัดระวังที่จะเปรียบเทียบ พระเยซูเตือนไว้ในเรื่อง ”ผงในตา” กับ ”ไม้ทั้งท่อน” (มธ.7:3-5) และเปาโลได้เตือนผู้เชื่อที่เมืองโครินธ์เรื่องการเปรียบเทียบกันว่าการเอาตัวเองเป็นเครื่องวัดกันเท่ากับเป็นคนขาดความเข้าใจ ( 2คร.10:12) ถ้าอยากมองให้แม่นยำ ไม่ผิดพลาด เราจึงต้องมองผ่านแว่นตาของพระเจ้าซึ่งไม่เหมือนมองผ่านแว่นตาของมนุษย์ (1ซมอ.16:7) ซึ่งเป็นมาตรฐานของพระวจนะพระเจ้าปลอดภัยที่สุด หากจะเปรียบเทียบ ต้องรู้ว่าเราเป็นใครในพระเจ้า ซึ่งแต่ละคนกำลังวิ่งอยู่ในลู่ที่พระเจ้ากำหนดให้ (ฮบ.12:1) ขณะที่วิ่งอยู่ในลู่ของตน ก็คอยให้กำลังใจคนข้างๆ ได้ แต่ไม่ควรเปรียบเทียบว่าใครวิ่งด้วยแรงที่ดีกว่ากัน ใครไปเร็ว ใครไปช้า

2. การถ่อมใจ (ข้อ 35)
พระเยซูกล่าวว่า “อยากเป็นใหญ่ อยากเป็นคนแถวหน้าหรือ? ให้เป็นคนสุดท้ายและและปรนนิบัติรับใช้คนทั้งปวง ซึ่งเป็นคำตรัสที่ทำให้สาวกฟังแล้วงงงวย ดูเหมือนไม่เป็นเหตุเป็นผล หากอยากเป็นคนต้นก็ต้องเป็นบุคคลแถวหน้าไม่ใช่หรือ แต่ทำไมพระเยซูบอกว่า..อยากเป็นคนต้นให้เป็นคนสุดท้าย พระเจ้ามองไม่เหมือนมนุษย์มอง เช่นตัวอย่าง ดาวิด (1 ซมอ.16:1-12 ) ซามูเอลมองเห็นพี่ชาย น่าจะเป็นกษัตริย์แทนกษัตริย์ซาอูล แต่พระเจ้าบอกว่าไม่ใช่ ยังมีอีกคนที่กำลังเลี้ยงแกะในทุ่งนาก็คือดาวิด หลักเหตุผลของพระเยซูคือ อยากเป็นคนต้นให้เป็นคนท้ายและเป็นคนปรนนิบัติรับใช้คนทั้งปวง นั่นคือ การมีความถ่อมใจ ความถ่อมใจจึงทำให้เรายินดีปรนนิบัติรับใช้ ไม่เลือกปฏิบัติ การได้รับการยอมรับ ไม่ได้มาจาก การพยายามยกตนเองขึ้น เพื่อทำให้คนยอมรับ แต่มาจาก การถ่อมใจและพระเจ้าเป็นผู้ยกขึ้น (มธ.23:12)  นี่คือ กฎของสวรรค์ ผู้ใดยกตัวขึ้น จะถูกเหยียดลง และผู้ใดถ่อมตัวลง จะได้รับการยกขึ้น    

3. การยอมรับกันในนามของพระคริสต์ (ข้อ 36 – 37)
พระเยซูกำลังบอกสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการยอมรับกันและกันนั้นต้องเกิดจากการยอมรับกันในนามของพระองค์ สาเหตุที่พระเยซูเปรียบเทียบการยอมรับกันและกัน กับการยอมรับเด็กเล็กๆ ซึ่งสาวกไม่ให้ความสำคัญ และพยายามกีดกันเด็กที่จะเข้ามาหาพระองค์ (มธ.19:13)  สิ่งใดที่เราได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่พระเยซูด้วย นี่คือความจริงที่พระวจนะในตอนนี้ ได้เปิดเผยให้เราเรียนรู้ และเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ให้เราเปิดใจยอมรับทุกคนโดยไม่เปรียบเทียบกัน  มีความถ่อมใจ (ถือว่าผู้อื่นดีกว่าตน) และยอมรับทุกคนในนามของพระคริสต์ 


22 ธันวาคม 2555

ความเชื่อที่ผ่านการทดสอบ

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2012

พระธรรม มัทธิว 15:21-28
พระเยซูเข้าไปยังเขตแดนของเมืองไทระและเมืองไซดอน ซึ่งเป็นเขตแดนของคนต่างชาติ มีหญิงคนนาอันคนหนึ่งมาร้องขอความเมตตาจากพระองค์ เพราะลูกสาวของนางนั้นโดนผีเข้าสิงเป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก ไม่ว่านางจะร้องเสียงดังขอความเมตตาจากพระเยซูเท่าไหร่ เหมือนพระองค์ไม่ทรงได้ยินสิ่งที่นางร้องขอ เสียงร้องของนางยังดังไปรบกวนโสดประสาทของสาวกของพระองค์ ทำให้สาวกเกิดความไม่พอใจไปบอกพระเยซูให้ไล่นางไปให้พ้นๆอีก ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนพระเยซูได้ดูหมิ่นถากถางโดยการพูดว่าคนต่างชาติอย่างนางนั้นเป็นเหมือนสุนัข ที่ไม่สมควรให้เอาอาหารของลูกโยนให้กินอีก นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น แต่จากพระคัมภีร์ตอนนี้เราได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของหญิงชาวคานาอันหรือหญิงต่างชาติคนนี้ ที่แต่ต่างไปจากคนอื่นๆ หรืออาจะแตกต่างไปจากเราทั้งหลายก็ได้ ถ้าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะตอบสนองอย่างไร หลายคนอาจจะถอนสมอกลับบ้านไปแล้ว หลายคนอาจจะเลิกติดตามพระเจ้าไปเลยก็ได้ แต่หญิงคานาอันคนนี้ มีความเชื่ออย่างมากจนในพระเยซูได้กล่าวไว้ในข้อ 28 ว่า หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของท่านเถิด เราเห็นความเชื่อของนาง เป็นความเชื่อที่พระเจ้าพอพระทัย เป็นความเชื่อที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งเราจะมาดูว่าพระเยซูทดสอบอะไรนางบ้าง
1. เชื่อแม้เผชิญความเงียบ (มธ.15:21-23)
นางมาร้องขอความเมตตาจากพระเยซู ไม่ว่านางจะร้องตะโกนเสียงดังมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าพระเยซูไม่ได้ยิน พระองค์ไม่ได้สนใจว่านางจะเป็นอย่างไร นางจะเหนื่อยแค่ไหน ไม่สนใจว่านางจะทุกข์ทรมานอย่างไร พระองค์กับนิ่งเงียบ พระองค์ไม่มีหูหรือ หรือว่าพระองค์หูตึง สดด.94:9 พระองค์ต้องการทดสอบว่าถ้าเงียบอย่างนี้ นางจะยังเชื่ออยู่หรือเปล่า พี่น้องที่รัก พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ไม่ได้หูหนวกหรือหูตึง อสย.59:1 พระองค์ทรงได้ยินสิ่งที่เราร้องทูล ความจริงแล้วพระองค์ทรงรู้ถึงความคิดของเราที่อยู่ภายในจิตใจของเราด้วยซ้ำ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าว่าจะได้ยินหรือไม่ได้ยิน แต่อยู่ที่เราว่า จะเชื่อพระองค์ต่อไปหรือไม่  จะยังมั่นคงในความเชื่ออยู่ต่อไปอีกมั้ย แม้ว่าต้องเผชิญกับความเงียบ การที่พระองค์เงียบ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่สนใจ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่รัก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีความสามารถ แต่เป็นการทดสอบเราว่า เรายังเชื่อมั่นคงอยู่หรือเปล่า
2. เชื่อแม้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย (มธ.15:24-25)
เมื่อสาวกไปถามพระเยซูว่าให้ไล่นางไปให้พ้นๆ มั้ย พระเยซูตอบสาวกว่า พระองค์ไม่ได้มาตามหาคนนอกรีต ไม่ได้มาตามหาคนต่างชาติ แต่มาตามหาวงศ์วานของอิสราเอล ซึ่งคำพูดนี้บ่งบอกให้รู้ถึงเงื่อนไขบางประการว่า คนที่พระเยซูมาตามหานั้นเป็นพวกไหน เมื่อมาดูว่านางคือคนต่างชาติ ซึ่งไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่พระองค์จะมาให้ความช่วยเหลือ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเหมือนทางที่ตันแล้วของหญิงต่างชาติคนนี้ แต่นางไม่ท้อใจ นางรู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่มีความเมตตา นางรู้ว่าถ้าขอแล้วจะได้ นางเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยลูกของนางได้ นางร้องขอจนกว่าพระเจ้าจะเมตตา ร้องจนกว่าจะได้รับ นางเชื่อว่าพระเจ้าจะต้องให้ความเมตตาอย่างแน่นอน สดด.8:4 พี่น้องที่รักไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์อย่างไร ให้เรามองดูที่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตา อย่ามองดูที่สถานการณ์ อย่างมองดูที่สิ่งที่อยู่รอบข้างเรา แต่ให้มองที่พระเจ้าผู้ทรงใหญ่ยิ่งสูงสุด จงร้องทูลต่อไป จงขอต่อไป จนกว่าพระเจ้าจะเมตตา
3. เชื่อแม้ถูกบั่นทอนจิตใจ (มธ.15:26-27)
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเยซูได้ทดสอบความเชื่อของนางว่า จะยังเชื่ออยู่อีกมั้ย พระองค์ได้ใช้คำพูดที่ฟังดูแล้วเจ็บปวดมากสำหรับคนต่างชาติอย่างนาง โดยเปรียบเปรยว่านางเป็นเหมือนกับสุนัข ซึ่งเป็นการดูถูกอย่างมาก ถ้าเป็นเรา เราจะรับได้มั้ย อุสาห์ดั่นด้นมาหา กว่าจะเดินทางมาถึง กว่าจะเบียดคนเข้ามาได้ กว่าที่จะทำให้พระเยซูพูดกับนางได้ต้องเผชิญกับอะไรมากมาย เมื่อทำให้พระเยซูพูดกับตนเองได้แล้วกลับถูกดูถูกเหยียดหยามอีก ผมเชื่อว่าถ้าเราเจอเช่นนี้เราก็คงต้องเดินจากไปอย่างแน่นอน แต่นางไม่ท้อใจง่ายๆ นางรู้ว่าตื้อเท่านั้นที่จะครองใจพระเจ้าได้ นางนึกถึงความรักที่นางมีต่อลูกสาวของนาง นางก็นึกถึงความรักของพระเจ้าว่าจะต้องมีไม่น้อยกว่านั้นแน่ ทำให้นางมีความหวังใจในพระเจ้าอย่างมาก พคค.3:17-26 การโต้ตอบของนางทำให้เราว่า ไม่เพียงนางมีความเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น แต่นางรู้ว่านงเป็นใคร และพระองค์เป็นใคร นางมีความถ่อมใจยอมรับในสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์
พี่น้องที่รักหลายครั้ง หลายสถานการณ์ เรามีความเชื่อมาก เราไม่สงสัยในพระเจ้า เรารู้ว่าพระเจ้าทรงมีความสามารถ แต่เราขาดความถ่อมใจ เราต่างกับหญิงคานาอันคนนี้ที่เราไม่มีความถ่อมใจอย่างแท้จริง เราเรียกร้องสิทธิในความเป็นบุตร นั่นก็ไม่ผิด เพราะเราเป็นบุตรของพระเจ้า แต่เราไม่ถ่อมใจ ทำให้เราไม่ได้รับคำตอบจากพระเจ้า ให้เราถ่อมใจลงต่อพระเจ้า ยอมรับในสิทธิอำนาจของพระเจ้าสิครับ

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

16 กันยายน 2554

รื้อฟื้นความสัมพันธ์

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2011

พระธรรม เนหะมีย์ 9:1-37

เนหะมีย์บทที่ 9 ได้ชี้ให้เราเห็นภาพคนอิสราเอลยังรู้สึกโศกเศร้าเสียใจกับความผิดบาปที่บรรพบุรุษและพวกเขาได้กระทำผิดต่อพระเจ้า จนต้องทำให้พวกเขาเองต้องตกไปเป็นทาสที่บาบิโลน แต่พระเจ้าทรงเมตตาได้นำกลับมายังเยรูซาเล็ม และรื้อฟื้นสิ่งที่ปรักหักพังให้กลับคืนมาใหม่ในยุกของเนหะมีย์ โดยได้สร้างกำแพงเสร็จใน 52 วัน และเนหะมีย์ยังไม่วางรากฐานที่สำคัญให้กับอิสราเอลนั่นคือการวางรากฐานด้วยพระวจนะของพระเจ้า ไม่เพียงแต่เนหะมีย์ได้วางรากฐานที่สำคัญให้กับอิสราเอลแล้ว ยังได้นำพวกเขากลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่พวกเขาได้สูญเสียไปให้กลับคืนมาเหมือนเดิม สิ่งที่จะช่วยให้เกิดการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าให้กลับคืนมาได้นั้นมีคือ
1. ท่าทีที่ถูกต้อง (นหม.9:1-2)
พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าคนอิสราเอลได้กลับใจใหม่และเสียใจกับความผิดบาปที่พวกเขาและบรรพบุรุษของเขาได้กระทำ เราเห็นสิ่งที่แสดงออกมาเป็นการกระทำภายนอกที่บ่งบอกถึงท่าที่ที่อยู่ภายในที่ถูกต้องคือ
1.1 ท่าทีแห่งการถ่อมใจ
คนอิสราเอลได้ชุมนุมกันเพื่อถืออดอาหารและนุ่งห่มผ้ากระสอบและเอาดินใส่ศีรษะ ซึ่งเป็นอาการของคนที่กลับใจใหม่ ยอมจำนนต่อพระเจ้า แสดงที่ตระหนักว่าตนเองไม่ดีพอ
1.2 ท่าทีแห่งการถวายตัว
เป็นการยินยอมมอบถวายแด่พระเจ้า โดยเฉพาะการมอบถวายชีวิตของตนเองให้กับพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่า คนอิสราเอลแยกตัวออกมาจากคนต่างชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนการแยกของถวายแด่พระเจ้า
1.3 ท่าทีแห่งการสำนึกบาป
ในตอนท้ายของข้อ 2 บอกว่า พวกเขาได้ยืนสารภาพบาปของเขาและของบรรพบุรุษของเขา เมื่อมาถึงจุดแห่งการกลับใจจากบาป สำนึกว่าตนเองทำบาปแล้วกลับใจใหม่

2. การนมัสการและการสรรเสริญ (นหม.9:3-37)
เราได้เห็นสิ่งที่คนอิสราเอลกล่าวสรรเสริญพระเจ้า จากพระธรรมตอนนี้ 6 ประการคือ
2.1 พระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์ (นหม.9:5-6)
พวกอิสราเอล ได้สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฟ้าสวรรค์ หรือว่าแผ่นดินโลก และสรรพสิ่งทั้งสิ้นในโลกนี้
2.2 พระเจ้าผู้ทรงเรียกและเลือกเรา (นหม.9:7-8)
เพราะว่าพระเจ้าทรงเรียกเราและเลือกเราเป็นพิเศษ ให้มาเป็นชนชาติของพระเจ้าเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์
2.3 พระเจ้าผู้ทรงช่วยกู้ (นหม.9:9-12)
คนอิสราเอลระหนักดีว่าพระเจ้าทรงทดพระเนตรดูความทุกข์ใจของพวกเค้า และเมื่อพวกเค้าร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าแล้วพระองค์ก็จะทรงช่วยเขา ให้รอดพ้นจากความทุกข์และสิ่งต่างๆที่เขากำลังเผชิญอยู่
2.4 พระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมและจัดสรร (นหม.9:13-15)
พระองค์ทรงนำพวกเขาในถิ่นทุระกันดาร พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างดี พวกเขาเดินอยู่ในถิ่นทุระกันดาร 40 ปี พวกเขาไม่เคยอดอยาก
2.5 พระเจ้าทรงอดทนนาน (นหม.9:16-25)
แม้ว่าพวกอิสราเอลจะทำผิดมากมาย ทำให้พระเจ้าทรงเสียพระทัยหลายครั้งก็ตาม พระองค์ก็ยังทรงรักและทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ พระองค์ทรงอดทนกับคนอิสราเอลอย่างมาก
2.6 พระเจ้าผู้ทรงตีสอน (นหม.9:26-31)
แม้ว่าพระเจ้าทรงรักและเมตตาพวกเขามากเพียงไร แต่พระองค์ก็ทรงยอมเจ็บปวดที่จะตีสอนคนของพระองค์ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และพร้อมที่จะรับพระพรต่อไป

ดังนั้นเราต้องกลับมาหาพระเจ้าระลึกถึงพระคุณความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราอย่างมากมาย ทรงพร้อมที่จะให้อภัย พร้อมที่จะยกโทรให้กับเราทั้งหลาย พระองค์ไม่เคยจดจำความผิดของเรา ให้เราถ่อมใจลงเข้ามาหาพระเจ้าด้วยท่าทีที่ถูกต้อง ให้เรากล้าที่จะเข้ามารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า เพื่อพระพรจะมาถึงชีวิตของเราทั้งหลายทุกคน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.churchofpeace2010.org)

ขอพระเจ้าอวยพรครับ